ตะลุยไปทั่ว Travel


ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและเชิงสุขภาพแห่งใหม่ของจังหวัดราชบุรี “บึงกรับใหญ่” และ บ้านห้วยกระบอก

posted Nov 3, 2019, 6:43 AM by siam coverage   [ updated Nov 3, 2019, 9:32 AM ]


“คนสวยโพธาราม คนงามบ้านโป่ง เมืองโอ่งมังกร วัดขนอนหนังใหญ่ ตื่นใจถ้ำงาม ตลาดน้ำดำเนิน เพลินค้างคาวร้อยล้าน ย่านยี่สกปลาดี” คำขวัญประจำจังหวัดราชบุรี มีสัญลักษณ์ประจำจังหวัด เป็นต้นโมกมัน ดอกกัลปพฤกษ์ และปลายี่สก  ห่างจากกรุงเทพฯ 110 กิโลเมตร ณ อำเภอบ้านโป่ง ตำบลกรับใหญ่ อันเป็นที่ตั้งของ “บ้านห้วยกระบอก” ชุมชนจีนแคะโบราณ เป็นชุมชนที่ชาวจีนโพ้นทะเลเชื้อสายจีนแคะ หรือฮากกา เดินทางเข้ามาตั้งรกรากและมีพี่น้องชาวจีนแคะแถบฟุ้งสุ่น ท้องคั้ง จังหวัดเหมยโจ มณฑลกวางตุ้ง เดินทางเข้ามากขึ้น ห้วยกระบอกจึงกลายเป็นชุมชนใหญ่แห่งหนึ่ง ในอดีตชุมชนบ้านห้วยกระบอกเป็นชุมทางของคนจีนที่อพยพมาจากประเทศจีน หนีภัยจากความอดอยากและสงคราม คนจีนเชื้อสายแคะ ที่อพยพมาประเทศไทย เกือบทั้งหมดจะอพยพมาอยู่ที่บ้านห้วยกระบอกเป็นจุดแรก เมื่อทำใบต่างด้าวและใบอนุญาตทำงานแล้วจึงแยกย้ายกันไปประกอบอาชีพในที่ต่างๆ  กล่าวได้ว่าคนจีนเชื้อสายแคะประเทศไทยเกือบทั้งหมดมีความเกี่ยวพันกับบ้านห้วยกระบอกไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม เมื่อมีโอกาสมักจะเดินทางมาเยี่ยมเยียนเพื่อดูถิ่นฐานเดิมที่ตนหรือบรรพบุรุษมาตั้งรกรากครั้งแรกในประเทศไทย






ปัจจุบันมีผู้คนหลากหลายอาชีพ หลากหลายศาสนา และเชื้อชาติมาตั้งรกรากบ้านเรือนในตลาดห้วยกระบอก มีเอกลักษณ์และอัตลักษณ์ของวิถีชีวิตแบบพหุวัฒนธรรม แต่ส่วนใหญ่ยังคงเป็นวิถีชีวิตแบบชาวจีน หลักความสำคัญปัจจุบันของชุมชนตลาดห้วยกระบอกคือการเป็นแหล่งเศรษฐกิจที่ใหญ่แห่งหนึ่งของดินแดนชายขอบ 3 จังหวัด ได้แก่ ราชบุรี นครปฐม และกาญจนบุรี เป็นจุดที่สามารถเดินทางข้าม 3จังหวัดได้ภายใน 1 นาที บ้านเรือนในตลาดเป็นบ้านไม้อายุเก่าแก่กว่า 100 ร้อยปี มีร้านอาหารท้องถิ่นของชุมชนเปิดขายอาหารจีนแคะและอาหารอื่นๆ ในช่วงเทศกาลต่างๆ ชาวห้วยกระบอกยังคงมีการอนุรักษ์การทำอาหารท้องถิ่นของชาวจีนแคะไว้เป็นอย่างดี มีการไหว้เจ้าหรือไหว้บรรพบุรุษ แต่มีแนวโน้มลดลงเนื่องจากคนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญน้อยลง




ปัจจุบันห้วยกระบอกเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่คนไทยเชื้อสายจีนแคะจะนึกถึงเป็นอันดับแรก ในทุกสัปดาห์จะมีคณะท่องเที่ยวจากจังหวัดต่างๆ มาเยี่ยมชมตลาดโบราณอายุกว่า 160 ปี และต้องมาสักกาละศาลเจ้าพ่อสามภูเขา การจัดตั้งศาลเจ้าพ่อสามภูเขาชุมชนจีนแคะอื่นๆ ในประเทศไทย จะต้องนำผงธูปจากที่บ้านห้วยกระบอกไปทำพิธี เนื่องจากศาลที่ชุมชนห้วยกระบอกเป็นองค์พระแท้ที่เดียวที่นำมาจากประเทศจีนพร้อมการอพยพ ในแต่ละปีจะมีพิธีสักการะเจ้าพ่อสามภูเขาเป็นงานประจำปี และคนไทยเชื้อสายจีนแคะจากทั่วประเทศและจากเมืองปีนัง ประเทศมาเละเซีย จะเดินทางมารวมตัวกันเพื่อสักกาละพร้อมกันทุกปี โดยในงานจะมีกิจกรรมหลัก คือ แห่เจ้าพ่อ การแสดงอุปรากรจีน การจัดงานถนนคนเดินวัฒนธรรมจีนแคะ มีการจำหน่ายอาหารจีนโบราณ ซึ่งมีหนึ่งเดียวในประเทศไทย ที่ยังคงอนุรักษ์ไว้อย่างเหนียวแน่น ส่งผ่านมาหลายชั่วอายุคน เป็นเสน่ห์ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งไทยและเทศ ประกอบกับบริเวณรอบตลาดห้วยกระบอกยังสถานที่น่าสนใจอีกหลายแห่ง เช่น 



โบราณสถานศาลาตึก ซึ่งเป็นพลับพลาที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ที่เคยทรงประทับแรมระหว่างประพาสน้ำตกไทรโยค นมัสการพระแท่นดงรัง อาคารโรงงานน้ำตาลแห่งแรกของประเทศ วัดรางหมัน  ซึ่งมีเกจิอาจารย์ชื่อดัง หลวงปู่แผ้ว ปวโร และวัดไร่แตงทอง ซึ่งมีพญาเต่าเรือนเป็นที่ดึงดูดนักท่องเที่ยว ปัจจุบันในพื้นที่ยังมีของโบราณที่มากับการอพยพของชาวจีนเก็บสะสมไว้เป็นจำนวนมาก เช่น ศาลเจ้าโบราณ เป็นศาลไม่แกะสลักลวดลายจีน ใช้สลักไม้ยึด ถอดเป็นชิ้นส่วนมาประกอบ อายุกว่า 200 ปี หีบเหล็ก หีบไม้ใส่เครื่องใช้ในการเดินทาง เครื่องมือ เครื่องใช้ต่างๆ โถเหล้า กาน้ำชา สมัยราชวงศ์สุ่ย องค์เจ้าพ่อสามภูเขาไม้แกะสลักองค์จริงเพียงหนึ่งเดียวในเมืองไทย ตำรายาโบราณ นอกจากนั้นยังมีการรวบรวมประวัติของตระกูลแซ่ต่างๆ จากเมืองจีน พร้อมสาแหรกของตระกูล มากกว่า 40 ตระกูลแซ่ มากที่สุดในประเทศไทย






ด้วยเหตุนี้ คณะทำงานชมรมจีนแคะบ้านห้วยกระบอกจึงได้ประชุมร่วมกันเพื่อหาแนวทางในการฟื้นฟูและสืบสานวัฒนธรรมจีนแคะ และเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยว เพื่อใช้เป็นกลไกในการอนุรักษ์และสืบสานศิลปวัฒนธรรมของชาวไทยเชื้อสายจีนแคะของชาวบ้านห้วยกระบอกให้คงอยู่ตลอด






บึงกรับใหญ่ มีพื้นที่ 180 ไร่ เป็นสถานที่ส่งเสริมสุขภาพ อันประกอบด้วยลานออกกำลังกายแอโรบิค ลู่วิ่งและปั่นจักรยาน รอบบึงยาว 2.8 กม. และเป็นสถานที่ในการจัดกิจกรรมและการฝึกอบรมและการพักผ่อนในรูปแบบของแพพักและแพอาหารของดีชุมชนตำบลกรับใหญ่ เป็นพื้นที่ปกครองส่วนหนึ่งของอำเภอบ้านโป่งมีพื้นที่ประมาณ 44.24 ตร.กม. มีประชากรประมาณ 12,902 คน มี 11 หมู่บ้าน พื้นที่ทิศเหนือติดกับ อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม ทิศใต้ติดกับตำบลท่าผา อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี และทิศตะวันตกติดกับอำเภอท่ามะกา จังหวัดราชบุรี ประชาชนมีหลายเชื้อชาติทั้งไทย ลาว จีน มอญ การดำเนินชีวิตเรียบง่าย มีประเพณีวัฒนธรรมเป็นเอกลักษณ์ของตนเองดังคำขวัญของตำบล “ดินแดนสามเมือง ลือเลื่องอ้อยหวาน ปลอดสารผักสด หยาดหยดน้ำนมโค เติบโตเศรษฐกิจ สุจริตคิดเป็น งามเด่นเบญจอาราม ประพฤติงามรักความสามัคคี”

สุขสนุกที่ลานแสดงช้างและจระเข้สามพราน

posted Mar 26, 2018, 9:13 AM by siam coverage   [ updated Mar 26, 2018, 11:35 PM ]



วันนี้ผมได้มีโอกาสมาเที่ยว ลานแสดงช้างและฟาร์มจระเข้สามพราน ตั้งอยู่บนถนนเพชรเกษม กิโลเมตรที่ 30 อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม พื้นที่ร่มรื่นเพราะมีต้นไม้ใหญ่และมีความกว้างขวาง สัมผัสอากาศบริสุทธิ์จากสวนป่า ทะเลสาบ สวนน้ำตก และสวนสัตว์ขนาดย่อม ในเนื้อที่กว่า 130 ไร่ และเพิ่มความสุขใจด้วยการให้อาหารช้าง จระเข้ ปลาสวายยักษ์ และอื่นๆ นับแสนตัว สัมผัสประสบการณ์นั่งช้างท่องอุทยาน-ลุยลำธาร-ลอดน้ำตก ถ่ายรูปกับสิงโตแอฟริกา เป็นสถานที่พักผ่อนที่เปิดให้ชมการแสดงระดับนานาชาติ ตั้งแต่ 08.30 - 17.30 น. ทุกวัน


ผมได้รับโอกาสไปชมลานแสดงช้างและฟาร์มจระเข้สามพรานกับคณะของมีเดีย แอนด์ บล็อกเกอร์คลับ และได้รับการต้อนรับจาก
คุณเกรียงไกร ชัยมงคลตระกูล กรรมการผู้จัดการ ลานแสดงช้างและฟาร์มจระเข้สามพราน และคุณภาริตา (นก) ผู้จัดการฝ่ายการตลาด และได้พาไปชมการแสดงช้างประกอบเสียงแห่งแรกและแห่งเดียวในประเทศไทยที่นั่นเราได้ชมประเพณีการคล้องช้างอันศักดิ์สิทธิ์ ความผูกพันของช้างกับชาวส่วย ผู้สืบทอดการเลี้ยงช้างมาหลายชั่วอายุคน เรียนรู้วิถีชีวิตคนเลี้ยงช้าง พิธีเซ่นผีปะกำ ซึ่งเป็นประเพณีสำคัญของชาวส่วยผู้สืบทอดการเลี้ยงช้างมาหลายชั่วอายุคน การฝึกช้างเพื่อใช้งานด้านป่าไม้ประทับใจ..กับความน่ารักของเจ้าช้างน้อย นักเต้นเท้าไฟ นักวิ่งลมกรด และ ดาวซัลโว






เรายังได้ย้อนรำลึกถึง.. สงครามยุทธหัตถีที่ยิ่งใหญ่การทำศึกสงครามที่แสดงถึงพระเกียรติคุณ ความกล้าหาญและความเสียสละ ของพระมหากษัตริย์และบรรพบุรุษไทยในการปกป้องแผ่นดินไว้ให้ลูกหลานได้อยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุข แสงเสียงตระการตามากด้วยระบบ Sound Track และ Effect ประกอบการแสดงที่สมบูรณ์แบบ จากนั้นไปตื่นเต้นระทึกใจกับ..การแสดงจับจระเข้โชว์ด้วยมือเปล่า จากหมอจระเข้ผู้สืบสานตำนานไกรทอง มีการสาธิตวิธีฝากเงินในปากเจ้าเขี้ยวคม เรียกได้ว่าทุกฉากไม่ควรกระพริบตา 
ที่นี่มีจระเข้เยอะมากๆหลากหลายสายพันธุ์มีทั้งน้ำจืดและน้ำเค็มเราสามารถเดินชมด้วยทางเดินที่ปลอดภัย และเป็นครั้งแรกของผมที่ได้นั่งช้างท่องอุทยานอย่างสนุกสนาน ลุยลำธาร ช้างเดินลอดน้ำตก และยังเดินผ่านอุโมงค์ต้นไม้ ผ่านคอกของนกกระจอกเทศ ซึ่งมีหน้าตาน่ารัก น่าเอ็นดูมากและผมยังได้ถ่ายรูปกับสิงโตแอฟริกา นายทองหยิบ และ นางสาวทองหยอด อยากให้ทุกคนได้มาเที่ยวนะครับ

สำหรับตารางการแสดงต่างๆ 


การต่อสู้กับจระเข้ด้วยมือเปล่า จะโชว์ เวลา 12.45 –13.05 และ 14.20 –14.40
การแสดงมายากล เวลา 13.15 –13.45 และ 15.00 –15.30
การแสดงช้างประกอบเสียง เวลา 13.45 -14.10 และ 15.30 – 16.00


และที่นี่ยังมีอุทยานปลาน้ำจืด ที่ซึ่งสามารถให้อาหารปลาสวายยักษ์นับหมื่นตัวได้อย่างใกล้ชิด เยี่ยมชมกล้วยไม้นานาชนิด ที่เรือนเพาะพันธุ์กล้วยไม้ระดับแชมป์โลก เป็นแหล่งเรียนรู้ธรรมชาติศึกษาสำหรับเยาวชน เป็นแหล่ง CSR ให้ท่านได้มอบจุลินทรีย์ คืนชีวิต สู่แหล่งน้ำ และแผ่นดิน

เพื่อการท่องเที่ยวหัวใจใหม่เมืองไทยยั่งยืนและเป็นแหล่งผลิตออกซิเจนจากธรรมชาติ เพื่อเติมพลังแห่งชีวิตได้เรียนรู้จากห้องเรียนธรรมชาติ อย่างมีความสุข เรียนรู้ระบบนิเวศน์ การพึ่งพาซึ่งกันและกันของธรรมชาติ ปลูกจิตสำนึกด้านการอนุรักษ์ เพื่อสร้างสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ดีในอนาคต ลานแสดงช้างและฟาร์มจระเข้สามพราน ถือเป็นแหล่งอนุรักษ์ช้างและได้ชื่อว่าเป็นฟาร์มช้างลูกดกแห่งหนึ่ง ทั้งยังได้รับการยกย่องว่าเป็นฟาร์มที่สะอาดที่สุด และจัดระบบนิเวศน์ได้ลงตัวที่สุดแห่งหนึ่งของโลก (Accredit by CITES 1991) และได้รับรางวัลดีเด่นจากการประกวดรางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวโดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จัดเป็นสถานที่พักผ่อนที่มีการแสดงระดับสากล และเป็นแหล่งทัศนศึกษาในห้องเรียนธรรมชาติ เพื่อให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริงอย่างมีความสุข และยังได้มีโอกาสได้เยี่ยมชมรถโบราณที่เป็นรถสะสม ต่างๆ ของคุณเกรียงไกร ชัยมงคลตระกูล ซึ่งนับได้ว่าเป็นอีกคนที่สะสม รถโบราณไว้เยอะมาก โดยเฉพาะรถเบนซ์ลีมูซีนรุ่นต่างๆ 







นอกจากนี้ ยังมี โครงการทัศนศึกษาแหล่งการเรียนรู้ธรรมชาติศึกษาและวิถีไทย เพื่อสนับสนุนกิจกรรมของโรงเรียนในการพัฒนาคุณภาพของผู้เรียนตามนโยบายของรัฐบาล โดยบรรลุวัตถุประสงค์อย่างมีคุณภาพ และราคาประหยัด




- เรียนรู้จากห้องเรียนธรรมชาติ อย่างมีความสุข เรียนรู้ระบบนิเวศน์ การพึ่งพาซึ่งกันและกันของธรรมชาติ ปลูกจิตสำนึกด้านการอนุรักษ์ เพื่อสร้างสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ดีในอนาคต



- เรียนรู้วิถีชีวิตคนเลี้ยงช้าง พิธีเซ่นผีปะกำ ซึ่งเป็นประเพณีสำคัญของชาวส่วยผู้สืบทอดการเลี้ยงช้างมาหลายชั่วอายุคน การฝึกช้างเพื่อใช้งานด้านป่าไม้และการทำศึกสงครามที่แสดงถึงพระเกียรติคุณ ความกล้าหาญและความเสียสละ ของพระมหากษัตริย์และบรรพบุรุษไทยในการปกป้องแผ่นดินไว้ให้ลูกหลานได้อยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุข



- ศึกษาวงจรชีวิตที่น่าอัศจรรย์ของจระเข้ที่สามารถปรับตัวและสืบทอดสายพันธุ์มาจากยุคไดโนเสาร์ ในฟาร์มเพาะเลี้ยงจระเข้นับหมื่นตัวภายใต้ร่มเงาไม้ใหญ่ ตื่นตาตื่นใจกับการแสดงการจับจระเข้โชว์ด้วยมือเปล่า จากหมอจระเข้ผู้สืบตำนานไกรทอง

- ลานแสดงช้างและฟาร์มจระเข้สามพราน ถือเป็นแหล่งอนุรักษ์ช้างและได้ชื่อว่าเป็นฟาร์มช้างลูกดกแห่งหนึ่ง ได้รับการยกย่องว่าเป็นฟาร์มที่สะอาดที่สุด และการจัดระบบนิเวศน์ได้ลงตัวที่สุดแห่งหนึ่งของโลก (Accredit by CITES 1991) และได้รับรางวัลดีเด่นจากการประกวดรางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวโดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

กิจกรรมเสริมตามอัธยาศัย

- ศึกษาพฤติกรรม ลักษณะ และการปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมของสิงโตสายพันธุ์แอฟริกา ที่นำมาให้ได้เรียนรู้และศึกษาอย่างใกล้ชิด
- ศึกษาธรรมชาติของปลาน้ำจืดหลากชนิด ที่เชื่อมโยงกับการรักษาสมดุลของระบบนิเวศน์
- เยี่ยมชมกล้วยไม้นานาชนิด ที่เรือนเพาะพันธ์กล้วยไม้ระดับแชมป์โลก
- เรียนรู้ประโยชน์ของพืชพันธุ์ต่างๆ ที่สามารถนำไปใช้ประยุกต์ใช้ตามวัตถุประสงค์ อาทิ พืชทีให้ร่มเงา พืชที่มีรากยึดตลิ่งได้ พืชคลุมดิน ฯลฯ
- ป้อนอาหารสัตว์ นอกจากให้ความเพลิดเพลินแล้ว ยังได้สังเกตพฤติกรรมสัตว์ เพื่อปลูกฝังความเมตตา ซึ่งสามารถพัฒนาไปสู่ความอยากมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ ได้ในอนาคต (ชำระเพิ่ม)
- เข้าเยี่ยมชมมหกรรมหุ่นผีนานาชาติ ผีพื้นบ้านตามเรื่องเล่าของปู่ย่าตาทวด ผีตาโบ๋ ผีหัวขาด แม่นาค กระสือ กุมารทอง ตลอดจน แดร็กคูล่า ผีดูดเลือด ฯลฯ ตำนานเล่าขานพื้นบ้านประจำท้องถิ่นเหล่านี้ จัดเป็นการสืบสานทางวัฒนธรรมอย่างหนึ่ง

ติดต่อสอบถามตารางกิจกรรมสำหรับคณะก่อนกำหนดวันเดินทางที่ โทร. (034) 311 317, (034) 321 471 Fax: (034) 311 971 www.elephantshow.com ค่าบัตรผ่านประตู นักท่องเที่ยวคนไทย ผู้ใหญ่ราคา 120 บาท เด็ก 80 บาท ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน ผู้ใหญ่ปรับเพิ่มเป็น 140 บาท เด็กราคาเดิม 80 บาท ชมการแสดงได้ฟรีทุกรายการ ส่วนนักท่องเที่ยวต่างชาติ ผู้ใหญ่ 600 บาท
เด็ก 350 บาท

ภาคผนวก สำหรับเพิ่มเติมความเข้าใจเพื่ออรรถรสและตอบข้อสงสัย จากการได้รับชมรับฟังนะครับ

ประเพณีเซ่นผีปะกำ - ส่วย กวย หรือกุย เป็นชื่อเรียกของคนกลุ่มหนึ่ง มีฐานะเป็นชนชาติมาแล้วในอดีต ชาวส่วยหรือกุย เคร่งครัดในประเพณีเป็นอย่างมาก และมีความเชื่อเรื่องของผีสางเทวดา ไม่ลบหลู่สิ่งที่ตนเองเคารพบูชา แต่ละครอบครัวจะมีผีซึ่งตนเองเคารพอยู่ประจำ เรียกว่า "ผีปะกำ " การเซ่นผีปะกำ จะกระทำก็ต่อเมื่อมีการไปคล้องช้าง พิธีแต่งงาน หรือกิจกรรมอื่น ๆ ที่คนในครอบครัวจัดให้มีขึ้น ด้วยมีความเชื่อว่า หากไม่ได้เซ่นผีปะกำของตนเองแล้วไซร้ ก็มักจะประสบอุปสรรคนานาประการ การได้เซ่นผีปะกำถูกต้องตามประเพณี จะทำให้ชีวิตมีแต่ความสงบสุข และกิจกรรมดังกล่าวสำเร็จลุล่วงด้วยดี

หนังปะกำ หรือ เชือกปะกำ - เป็นบ่วงบาศทำด้วยหนังควายที่นำมาตัดเป็นริ้วๆ แล้วตากแห้ง จากนั้นปั่นเข้าด้วยกันเป็น 3 เกลียว มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1-2 นิ้ว มีความยาวประมาณ 50-80 เมตร จากนั้นจะมีพิธีอัญเชิญ ผีปะกำ ซึ่งเป็นวิญญาณบรรพบุรุษและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวกวยเคารพบูชาให้เข้ามาสิงสถิตย์ในเชือกบ่วงบาศหรือเชือกปะกำนี้

หนังปะกำถือว่าเป็นอุปกรณ์ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งที่ชาวกุยใช้ในการคล้องช้างป่า โดยชาวกุยจะสร้างศาลหรือหอเก็บเชือกปะกำให้แยกออกจากตัวบ้าน และทุกครอบครัวจะต้องเคารพกราบไหว้เป็นประจำ ห้ามล่วงเกิน ห้ามเหยียบ ห้ามสตรีที่มิใช่สายโลหิตแตะต้องหรือขึ้นไปบนหอหรือศาลปะกำ ถ้าละเมิดเรียกว่า “ผิดขะลำ” หรือ “ผิดครู” หรือ “ผิดปะกำ” ถ้าเป็นเวลาอยู่ที่บ้านอาจทำให้เจ็บไข้ได้ป่วย ถ้าเป็นระยะออกจับช้างป่า อาจจะเป็นบ้า เสียสติ หรืออาจได้รับอันตรายจากช้างป่า

นอกจากนี้ไม่ว่าจะประกอบกิจการใดๆ ชาวกุยมักจะมีการเซ่นบวงสรวงผีปะกำก่อนเสมอ โดยเซ่นปะกำใหญ่ก่อน แล้วค่อยเซ่นปะกำย่อยอื่นๆ ตามลำดับเช่น ก่อนการออกเดินทาง การสู่ขอและแต่งงาน

ศาลปะกำ และเชือกปะกำ เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวช้างสุรินทร์ให้ความเคารพและเซ่นไหว้ก่อนออกคล้องช้างหรือทำกิจกรรมอื่นๆเกี่ยวกับช้าง ตามปกติหนังปะกำจะเก็บรักษาไว้บนหอหรือศาล ซึ่งมีลักษณะเช่นเดียวกับศาลปู่ตา มีเสา 4 ต้น ยกพื้นสูงประมาณ 2 เมตร ประกอบด้วยฝาและมุงหลังคาสังกะสี มักสร้างไว้ทางด้านหน้าหรือทิศตะวันออกของตัวบ้าน เช่นเดียวกับการตั้งศาลพระภูมิของคนไทยโดยทั่วไป นอกจากจะเป็นที่เก็บหนังปะกำแล้ว ศาลนี้ยังมีเครื่องเซ่นต่างๆ ตั้งไว้ด้วย และที่ขาดเสียมิได้ก็คือ “สุรา” ซึ่งถือเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง

Corporate Social Responsibility (CSR) หมายถึง ความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมขององค์กร ซึ่งคือการดำเนินกิจการภายใต้หลักจริยธรรมและการจัดการที่ดี โดยรับผิดชอบสังคมและสิ่งเเวดล้อมทั้งภายในและภายนอกองค์กร อันนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

ระดับของ CSR
ระดับ 1 Mandatory Level: ข้อกำหนดตามกฎหมาย หมายถึง การที่ธุรกิจมีหน้าที่ต้องปฏิบัติให้ เป็นไปตามกฎหมายและกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง เช่น กฎหมายคุ้มครอง  ผู้บริโภค, กฎหมายเเรงงาน, การจ่ายภาษี เป็นต้น

ระดับ 2 Elementary Level: ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ หมายถึง การที่ธุรกิจคำนึงถึงความสามารถใน การอยู่รอดและให้ผลตอบเเทนแก่ผู้ถือหุ้น ซึ่งกำไรที่ได้นั้นต้องมิใช่  กำไรซึ่งเกิดจากการเบียดเบียนสังคม

ระดับ 3 Preemptive Level: จรรยาบรรณทางธุรกิจ หมายถึง การที่ธุรกิจสามารถสร้างผลกำไรแก่ ผู้ถือหุ้นได้ในอัตราที่เหมาะสมและผู้ประกอบธุรกิจได้ใส่ใจเพื่อให้ ประโยชน์ตอบแทนเเก่สังคมมากขึ้น โดยเฉพาะสังคมใกล้ที่อยู่รอบข้างที่ มีความคาดหวังว่าจะได้รับการดูเเล หรือเอาใจใส่จากผู้ประกอบธุรกิจ

ระดับ 4 Voluntary Level: ความสมัครใจ หมายถึง การดำเนินธุรกิจควบคู่กับการปฏิบัติตามเเนว ทางของ CSR ด้วยความสมัครใจไม่ได้ถูกเรียกร้องจากสังคม ซึ่งการ ประกอบธุรกิจอยู่บนพื้นฐานของการมุ่งประโยชน์ของสังคมเป็นสำคัญ

ทั้งนี้ ธุรกิจต้องดำเนินการตามเกณฑ์ในระดับ 1 เป็นอย่างน้อย ส่วนการดำเนินการในระดับต่อไปให้ขึ้นกับความพร้อมของแต่ละองค์กร โดยหลักสำคัญของการปฏิบัติตามเเนวทาง CSR ควรอยู่บนหลักพอประมาณที่ธุรกิจต้องไม่เบียดเบียนตนเอง และขณะเดียวกันก็ต้องไม่เบียดเบียนสังคม

ประเภทของ CSR

In process หมายถึง กิจกรรมเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมที่มีผลต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและสิ่งแวดล้อมขององค์กร เช่น การดูแลสวัสดิการพนักงาน, การผลิตที่ไม่ ทำลายสิ่งแวดล้อม, ความรับผิดชอบต่อลูกค้า

After process หมายถึง กิจกรรมเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมที่มีผลต่อสังคม และสิ่งแวดล้อมที่ไม่เกี่ยวกับการดำเนินงานขององค์กรโดยตรง เช่น การปลูกป่า, การบริจาค ทุนการศึกษา, การรณรงค์สร้างจิตสำนึก, การช่วยเหลือผู้ประสบภัย

As Process หมายถึง องค์กรที่จัดตั้งขึ้นเพื่อช่วยเหลือสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยไม่มุ่งหวังผลกำไร เช่น มูลนิธิ หรือ สมาคมการกุศลต่างๆ

หลักแนวคิดของ CSR

1. การกำกับดูเเลกิจการที่ดี
2. การประกอบธุรกิจด้วยความเป็นธรรม
3. การเคารพสิทธิและการปฏิบัติต่อเเรงงานอย่างเป็นธรรม
4. ความรับผิดชอบต่อผู้บริโภค
5. การร่วมพัฒนาชุมชนและสังคม
6. การดูเเลรักษาสิ่งเเวดล้อม
7. การเผยเเพร่นวัตกรรมจากการดำเนินความรับผิดชอบต่อสังคม
8. การจัดทำรายงานด้านสังคมและสิ่งเเวดล้อม

ท่องเที่ยว 5 จังหวัดจัดไป สักครั้ง ในชีวิต

posted Aug 18, 2017, 10:49 AM by siam coverage   [ updated Aug 18, 2017, 10:54 AM ]


เมื่อเร็วๆนี้มหาวิทยาลัยนเรศวรได้จัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์เส้นทางท่องเที่ยว ของกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง 1 โดยใช้แนวคิด "5 จังหวัด สักครั้งในชีวิต" เพิ่มการรับรู้และเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยวชุมชน ภายใต้โครงการพัฒนาสมรรถนะการจัดการแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ และท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์วัฒนธรรม ของกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง 1 ในวันที่ 6 สิงหาคม 2560 เวลา 10.00-12.00 น. ณ ห้องประชุมสำนักงานอธิการบดีมหาวิทยาลัยนเรศวร โดยมีผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พีรธร บุณยรัตพันธุ์ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยนเรศวร เป็นประธานการแถลงข่าวประชาสัมพันธ์กับสื่อมวลชน


โดยได้จัดทริปโปรโมทการท่องเที่ยวภาคเหนือตอนล่าง 1 ประชาสัมพันธ์เส้นทางการท่องเที่ยว “5 จังหวัด สักครั้งในชีวิต”ระหว่างวันที่ 4-9 สิงหาคม ตามเส้นทางดังนี้

เส้นทางที่ 1 สุโขทัย- ตาก (พระพุทธบาทดอยโล้น-อุทยานไม้กลายเป็นหิน - วัดพระบรมธาตุ- กาดต้าตง -ถนนคนเดินย้อนยุควิถีแม่ปิง)





เส้นทางที่ 2 พิษณุโลก - เพชรบูรณ์ (วัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว- จุดชมวิวเขาตะเคียนโง๊ะ-อ่างเก็บน้ำคลองลำกง) 









เส้นทางที่ 3 พิษณุโลก-อุตรดิตถ์ (ม่อนลับแล - ป่าวนอุทยานแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ - ศูนย์การเรียนรู้เห็น -สปาส้มซ่า)






ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พีรธร บุณยรัตพันธุ์ ได้กล่าวถึงการดำเนินการโครงการตามแผนยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวไทย พ.ศ. 2558 – 2560 แผนพัฒนา 3 ยุทธศาสตร์ คือ การส่งเสริมตลาดการท่องเที่ยว 



การพัฒนาสินค้าและบริการท่องเที่ยว การบริหารจัดการการท่องเที่ยว ภายในกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง 1 ซึ่งประกอบด้วยจังหวัดพิษณุโลก สุโขทัย อุตรดิตถ์ ตาก และเพชรบูรณ์ ซึ่งพื้นที่ของกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง 1 มีทรัพยากรการท่องเที่ยวที่สำคัญหลากหลายทั้งทางนิเวศ คือ อุทยานแห่งชาติต่างๆ เช่น ภูหินร่องกล้า ทุ่งแสลงหลวง เขาหลวง เขาค้อ ภูสอยดาว ฯลฯ แหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม เช่น อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย พระราชวังจันทน์ ฯลฯ ซึ่งเป็นทรัพยากรด้านการท่องเที่ยวที่มีคุณค่าและมีศักยภาพในการพัฒนาได้เป็นอย่างดีสามารถเชื่อมโยงเป็นพื้นที่ผสมผสานทั้งเกษตรกรรม พาณิชยกรรม และอุตสากรรม มีโอกาสการพัฒนาและสร้างสรรค์เศรษฐกิจได้กว้างไกลหลากหลาย เช่น การเป็นจุดหมายของนักท่องเที่ยว ด้วยความหลากหลายของทรัพยากรแหล่งท่องเที่ยวและบริการที่เกี่ยวข้องในรูปแบบ ต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแหล่งท่องเที่ยวในชุมชน ในการดำเนินกิจกรรมมหาวิทยาลัยนเรศวร ได้สร้าง เครือข่ายทางวิชาการในพื้นที่ 5 จังหวัด ได้แก่ มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม มหาวิทยาลัยราชภัฎอุตรดิตถ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ รวมทั้งมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ตาก และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา พิษณุโลก ได้จัดอบรมเพื่อเป็นวิทยากรกับมหาวิทยาลัยเครือข่าย โดยใช้หลักสูตรของกรมการท่องเที่ยว และได้จัดอบรมให้ความรู้กับผู้ประกอบการในการให้บริการการท่องเที่ยวชุมชน ท่องเที่ยวเชิงนิเวศ และท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์วัฒนธรรม รวมทั้งมีนักวิชาการในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ จัดออกแบบบรรจุภัณฑ์ผลิตภัณฑ์ชุมชนที่ร่วมโครงการ จังหวัดละ 5 ชุมชน รวม 25 ผลิตภัณฑ์เพื่อเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ และนำไปแสดงนิทรรศการประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวและผลิตภัณฑ์ชุมชนโดยการออกแสดงสินค้า(Road show ) ใน 4 ภาค 6 จังหวัด คือ จังหวัดสงขลา จังหวัดชลบุรี จังหวัดลำปาง จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดอุดรธานี และกรุงเทพมหานคร ในเดือนสิงหาคม 2560
 



นอกจากนี้ยังมีการจัดทำหนังสั้น 5 จังหวัด กิจกรรมการประกวดภาพถ่าย โดยได้รับเกียรติจากศิลปินแห่งชาติในการร่วมทำ WORKSHOP กับผู้ได้รับรางวัล จัดทำสมุดภาพประชาสัมพันธ์ 5 จังหวัด การจัดทำแผนที่ท่องเที่ยว โบรชัวร์ การประชาสัมพันธ์เส้นทางการท่องเที่ยว 5 จังหวัดและผลิตภัณฑ์ชุมชน ผ่านแอ็พพลิเคชั่น เว็บไซต์ และยูทูป เป็นต้น เพื่อประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวและผลิตภัณฑ์ชุมชนในพื้นที่ 5 จังหวัด และเสริมสร้างและกระจายรายได้สู่ชุมชนต่อไป

1-3 of 3