ทันหุ้น ทันข่าว จับ กระแส เศรษฐกิจ

SCI ปักธงปี 64 เข้าโหมดเติบโตต่อเนื่อง รับรู้รายได้จากแบ็คล็อคเต็มมือกว่า 1 พันล. ลุยขยายรับเหมาฯ-ป้อนงานผลิตใน"เมียนมา"หนุนอนาคตมั่นคง

posted Jan 20, 2021, 8:22 AM by siam coverage   [ updated Jan 20, 2021, 8:23 AM ]

%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%25B8%25E0%25B8%2593%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B5%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%2587%25E0%25B9%2584%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25A3_SCI_15

SCI เปิดแผนปี 2564 กลับเข้าสู่โหมดการการเติบโตต่อเนื่องจากปีก่อน ผลจากทยอยรับรู้งานในมือที่ตุนไว้แล้วกว่า 1 พันล้านบาท พร้อมเตรียมประมูลงานใหม่อีกเพียบ ฟาก"เกรียงไกร เพียรวิทยาสกุล"ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ระบุงานในมือจะรับรู้รายได้ในปีนี้ทั้งหมด พร้อมลุยขยายงานรับเหมาฯในประเทศ และเร่งป้อนงานผลิตให้กับโรงงานที่เมียนมาเต็มสปีด เพื่อสร้างรายได้เพิ่ม สนับสนุนอนาคตเติบโตยั่งยืน มั่นใจฝ่ากระแสเศรษฐกิจชะลอจากผลกระทบโควิด-19 ได้อย่างแน่นอน

นายเกรียงไกร เพียรวิทยาสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซีไอ อีเลคตริค จำกัด (มหาชน) หรือSCI เปิดเผยว่า ภาพรวมการดำเนินธุรกิจในปี 2564 คาดว่าธุรกิจจะเติบโตกว่าปี 2563 ซึ่งปัจจัยสนับสนุนจะมาจากงานผลิต และรับเหมาภายในประเทศเป็นหลัก โดยมีปัจจัยสนับสนุนมาจากงานลงทุนโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐ ซึ่งเดิมจะเปิดประมูลในปี 2563 แต่ถูกเลื่อนมาจะทยอยเปิดประมูลในปีนี้ ทั้งงานรถไฟฟ้า และสายส่งไฟฟ้า รวมถึงสถานีไฟฟ้า ซึ่งประเมินว่าการลงทุนภาครัฐในปีนี้ ยังสามารถเดินหน้าต่อไปได้ โดยเฉพาะงานโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เนื่องจากภาครัฐพยายามจะเร่งผลักดันโครงการต่างๆ ออกมา เพื่อเป็นการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทย

"ปัจจุบันบริษัทฯมี Backlogในส่วนของธุรกิจผลิต ประมาณ 1,000 ล้านบาท จากทั้งตู้สวิตช์บอร์ด รางเดินสายไฟและเสาส่งฟ้าแรงสูง ขณะที่ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างมีงานอีก 180 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะสามารถรับรู้รายได้ทั้งหมดในปี 2564 ขณะเดียวกัน บริษัทฯ ยังคงจะเข้าประมูลงานใหม่เพื่อเติมเพื่อให้มี Backlog สะสมจนถึงปีหน้า โดยตอนนี้มีงานที่ยื่นซองประมูลไปแล้วอีกหลายโครงการ แต่ยังรอประกาศผลการประมูลอยู่"

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าวว่ากลยุทธ์การบริหารงานในปีนี้ บริษัทฯจะเน้นหางานป้อนให้กับโรงงานผลิตเสาส่งไฟฟ้าแรงสูง และเสาโทรคมนาคมที่ประเทศเมียนมา เพื่อจะสร้างรายได้เพิ่ม สนับสนุนการเติบโต รวมทั้งบริษัทฯพยายามขยายงานรับเหมาในประเทศ ซึ่งเป็นธุรกิจใหม่ที่เริ่มทำ เมื่อปลายปี 2563 ที่ผ่านมา และมีแนวโน้มที่ดี โดยมีแผนจะเข้าประมูลงานรับเหมาก่อสร้างสถานีไฟฟ้าเพิ่มเติม เช่นกัน

นอกจากนี้ ในส่วนของธุรกิจพลังงานทดแทน และสาธารณูปโภค ซึ่งลงทุนผ่านบริษัทร่วมทุน คือ บริษัท ที ยูทิลิตี้ส์ จำกัด (TU) นั้น ปัจจุบันมีงานติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปของโรงงานอุตสาหกรรมที่สามารถ COD ไปแล้ว ประมาณ 4 เมกะวัตต์ (MW) และมีการแผนจะเพิ่มกำลังการผลิตซึ่งคาดว่าปีนี้จะ COD ได้รวม 6 เมกะวัตต์ (MW) ส่วนงานอื่นๆ บริษัทฯได้เตรียมพร้อมสำหรับยื่นประมูลโรงไฟฟ้าชุมชน หากมีการเปิดประมูลก็สามารถยื่นได้ทันที

สำหรับกรณีการแพร่ระบาดระลอกใหม่ของโควิด-19 บริษัทฯได้มีการเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น โดยออกระเบียบปฏิบัติสำหรับพนักงานและผู้มาติดต่อในวิถี New normal รวมถึงการทำแผน BCP สำหรับรับมือการแพร่ระบาดของโรคไวรัสโควิด-19 หากมีการพบผู้ติดเชื้อในบริษัทฯ และมั่นใจว่าจะสามารถผ่านวิกฤติในครั้งนี้ไปได้อย่างแน่นอน

7UP ตั้งเป้าหมายรายได้ปีนี้แตะ 2,200 ล้านบาท

posted Jan 19, 2021, 9:20 AM by siam coverage   [ updated Jan 19, 2021, 9:21 AM ]

%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%25B8%25E0%25B8%2593%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%2595%25E0%25B9%258C%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%259E%2B%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25B0%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%259B%25E0%25B8%25B5%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%25A1-0

ธุรกิจน้ำสร้างรายได้หลักหนุนเติบโตแรง แย้มความคืบหน้าโรงไฟฟ้าขยะเริ่ม COD ปี 65

7UP กางแผนธุรกิจปี 64 คาดใช้เงินลงทุน 500-1,000 ล้านบาท ตั้งเป้ารายได้ปี 64 เติบโตไม่น้อยกว่า 40% หรือ แตะระดับ 2,000-2,200 ล้านบาท ปักหมุดธุรกิจสาธารณูปโภคกลายเป็นธุรกิจหลัก สร้างสัดส่วนรายได้ไม่น้อยกว่า 40% หลังจากการเข้าลงทุนในSAM และโกลด์ ชอร์ส เริ่มออกผล ขณะที่โรงไฟฟ้าขยะ มีความคืบหน้าเริ่มก่อสร้างแล้ว คาดแล้วเสร็จและเริ่ม COD ต้นปี 2565 กำลังการผลิต 8 MW

นายมนต์เทพ มะเปี่ยม รักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซเว่น ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ 7UP เปิดเผยถึงแผนธุรกิจของบริษัทในปี 2564 ว่า บริษัทฯกำหนดงบเพื่อลงทุนในปีนี้ราว 500-1,000 ล้านบาท โดยหลักจะมาจากเงินทุนหมุนเวียน วงเงินกู้จากสถาบันการเงิน และคาดว่ารายได้ในปีนี้จะแตะระดับ 2,000-2,200 ล้านบาท เติบโตไม่น้อยกว่า 40% จากปีที่ผ่านมา

การเติบโตของรายได้โดยหลักจะมาจากธุรกิจสาธารณูปโภค ซึ่งเริ่มเห็นผลจากการได้เข้าลงทุนในระยะที่ผ่านมา ซึ่งไปประกอบด้วย ธุรกิจบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและสิ่งแวดล้อม ดำเนินธุรกิจผ่านบริษัทลูก คือบริษัท แซม วอเตอร์ซัพพลาย จำกัด (SAM) ซึ่งปัจจุบันรับผลิตน้ำสะอาดให้กับฟาร์มกุ้งของบริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด(มหาชน) หรือCPF จำนวนรวม 124,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน และอยู่ระหว่างเจรจาดำเนินการในเฟสต่อไป อีก 60,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างในช่วงครึ่งหลังของปีนี้

ธุรกิจพัฒนาระบบสาธารณูปโภคด้านการประปา ดำเนินการผ่านบริษัทลูก บริษัท โกลด์ ชอร์ส จำกัด หรือGS โดยอยู่ระหว่างลงนามในสัญญาขายน้ำประปาในจังหวัดภูเก็ตให้กับการประปาส่วนภูมิภาค(กปภ.) อีก 40,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน คาดว่าน่าจะลงนามได้แล้วเสร็จภายในไตรมาส 1 ของปี 2564

“บริษัทฯคาดว่ารายได้จากธุรกิจสาธารณูปโภคจะกลายเป็นรายได้หลัก มีสัดส่วนเกิน 50% และยังมีโอกาสเติบโตได้อีกสูง โดยเฉพาะSAM นั้น จากข้อมูลพบว่าในแต่ละวันCPF มีความต้องการใช้น้ำสูงถึง 1 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน ไม่นับรวมกับฟาร์มเลี้ยงกุ้งในต่างประเทศ ซึ่งบริษัทฯมองเป็นโอกาสในการขยายธุรกิจในอนาคต รวมถึงธุรกิจขายน้ำประปาเช่นกัน สามารถขยายการให้บริการครอบคลุมไปยังเกาะต่าง ๆ ในประเทศ นอกเหนือจากภูเก็ต”

ขณะที่หน่วยธุรกิจอื่น ๆ มีความคืบหน้าเช่นกัน โดยเฉพาะธุรกิจกำจัดขยะกากอุตสาหกรรม และโรงไฟฟ้าขยะซึ่งขณะนี้ได้เริ่มก่อสร้างแล้วคาดว่าจะแล้วเสร็จและเริ่มจ่ายไฟเชิงพาณิชย์(COD) ต้นปี 2565 กำลังการผลิตไฟฟ้า 8 เมกกะวัตต์ โดยมีส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า(แอดเดอร์) ที่ 3.50 บาท

พร้อมกันนี้บริษัทมีแผนจะขยายจำนวนสถานีให้บริการน้ำมัน(ปั๊ม)ภายใต้แบรนด์ PTT เพิ่มเติมอีก 3 สถานี และให้ความสนใจธุรกิจ Non-oil ร้านกาแฟอะเมซอน(Amazon) โดยบริษัทฯวางแผนจะขยายสาขาเพิ่มเติมทั้งในสถานีบริการน้ำมันและนอกสถานีบริการน้ำมัน(Stand Alone) ในปี 2564 นี้

NDR กางแผนธุรกิจปีฉลู ตั้งเป้ารายได้โต 20% เหตุสั่งออนไลน์ หนุนใช้งานรถมอเตอร์ไซด์เพิ่ม ดันดีมานด์ยางดีกว่าปีก่อน

posted Jan 19, 2021, 8:17 AM by siam coverage   [ updated Jan 19, 2021, 8:18 AM ]

%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%25B8%25E0%25B8%2593%25E0%25B8%258A%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%2598%25E0%25B8%25B4%25E0%25B9%258C%2BNDR

บมจ. เอ็น.ดี.รับเบอร์ หรือ NDR กางแผนธุรกิจปีฉลู ตั้งเป้ารายได้ปีเติบโต 20% จากปีก่อน บนสมมติฐานโควิด-19 ไม่รุนแรง-เริ่มกระจายวัคซีนช่วงกลางปีนี้ ด้าน"ชัยสิทธิ์ สัมฤทธิวณิชชา" กรรมการผู้จัดการ คาดดีมานด์อุตฯยางรถจักรยานยนต์ดีกว่าปีก่อน เหตุรับปัจจัยบวกจากการสั่งสินค้าออนไลน์ การสั่งอาหารส่งถึงบ้าน หนุนปริมาณการใช้รถจักรยานยนต์มากขึ้น พร้อมเผย กลยุทธ์ในประเทศ บุกทั้ง Mass Market และ Niche Market ขณะที่ตลาดต่างประเทศเน้นเพิ่มตลาดให้กับลูกค้ากลุ่มเดิม

นายชัยสิทธิ์ สัมฤทธิวณิชชา กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็น.ดี.รับเบอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ NDR กล่าวว่า บริษัทฯตั้งเป้ารายได้ในปี 2564 เติบโต 20% จากปีก่อน ภายใต้สมมติฐานของสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคไวรัสโควิด-19 จะไม่รุนแรงกว่าปัจจุบันและสามารถเริ่มกระจายวัคซีนได้ในช่วงกลางปีนี้ ซึ่งหากสถานการณ์เป็นไปตามที่คาดการณ์ ทำให้เชื่อว่าการขับเคลื่อนของเศรษฐกิจจะเริ่มกลับมา

ขณะที่ภาพรวมของอุตสาหกรรมยางรถจักรยานยนต์ในปีนี้คาดว่าดีมานด์น่าจะดีกว่าปีก่อน โดยมีปัจจัยที่เอื้อประโยชน์จากการสั่งสินค้าออนไลน์ การสั่งอาหารส่งถึงบ้าน ทำให้มีการใช้รถจักรยานยนต์กันมากขึ้น ซึ่งตรงนี้จะช่วยเพิ่มความต้องการของยางรถจักรยานยนต์ในตลาดให้เพิ่มมากขึ้นได้ แต่อย่างไรก็ตาม ในเรื่องความได้เปรียบในเชิงต้นทุนจะหายไป เพราะราคาวัตถุดิบจะไม่ถูกเหมือนปีที่ผ่านมา

นายชัยสิทธิ์ กล่าวอีกว่า สำหรับกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจตลาดในประเทศ แบ่งเป็นตลาดมวลชน (Mass Market) และตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) โดย Mass Market บริษัทฯยังคงเน้นอยู่ที่ตัวแทนการจัดจำหน่าย เพื่อกระจายสินค้าให้ทั่วถึงทั้งประเทศ ขณะที่ในส่วนของ Niche Market จะเป็นการสร้างตลาดเฉพาะกลุ่มขึ้นมา และเน้นการสร้างแบรนด์ การสร้างดีมานด์ รวมถึงเพิ่มประสบการณ์การได้ใช้ยางรถจักรยานยนต์ของบริษัทฯ ซึ่งจะเป็นตัวสนับสนุนให้ตลาด Mass Market สามารถจำหน่ายได้ง่ายและมากขึ้น ส่วนตลาดในต่างประเทศ เนื่องจากติดสถานการณ์โควิด- 19 ทำให้ไม่สามารถเดินทางได้ บริษัทฯจึงเน้นที่การเพิ่มตลาดให้กับลูกค้ากลุ่มเดิม ส่วนตลาดใหม่ได้มีการปรับกลยุทธ์ โดยใช้วิธีออนไลน์ในการเจรจาแทน ทั้งนี้บริษัทฯตั้งเป้าสัดส่วนรายได้ปีนี้ใกล้เคียงก่อน แบ่งเป็นในประเทศ 45% และต่างประเทศ 55%

“สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ยังคงไม่แน่นอนว่าจะลดลงหรือเข้าสู่สภาวะปกติได้ตามที่คาดการณ์หรือไม่ ดังนั้นเรายังคงอยู่ในโหมดเฝ้าระวังอย่างเต็มที่ โดยนโยบายปีนี้ในส่วนของการผลิตเราจะมุ่งเน้นเรื่อง Automation เพื่อลดต้นทุนการผลิต และลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น ส่วนของการตลาดก็จะเน้นการใช้เทคโนโลยีและโลกดิจิตอลให้มากขึ้น” นายชัยสิทธิ์ กล่าว

กรรมการผู้จัดการ NDR กล่าวเพิ่มเติมว่า บริษัทฯมีนโยบายทั้งเชิงรุกและเชิงรับในการรับมือกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคไวรัสโควิด-19 โดยนโยบายเชิงรุกนั้นบริษัทฯได้ทำการตรวจคัดกรองโควิด-19 ให้กับพนักงานทุกคนก่อนเริ่มงานหลังจากหยุดยาวในช่วงเทศกาลปีใหม่ เพื่อให้มั่นใจว่าพนักงานทุกคนที่กลับมาจากต่างจังหวัดไม่มีใครติดเชื้อและเป็นการป้องกันการแพร่เชื้อ ส่วนของการป้องกันนั้นบริษัทฯได้ใช้มาตรการที่เข้มงวดในการห้ามเดินทางไปในที่ชุมชน สถานที่เสี่ยง รวมถึงห้ามไม่ให้บุคคลอื่นที่ไม่จำเป็นเข้ามาในโรงงาน หากมีความจำเป็นจะต้องส่ง Timeline 14 วัน ก่อนเข้ามาให้บริษัทฯตรวจสอบก่อน เพื่อให้มั่นใจว่าพนักงานของบริษัทฯทุกคนจะปลอดภัยจากโควิด-19

ตลาดหลักทรัพย์ฯ จัดโครงการ “INVESTORY Mobile Exhibition on Schools” ต่อเนื่องปีที่ 5 ยกคาราวานความรู้การออมและวางแผนการเงิน เข้าถึงเยาวชน 10 จังหวัด 64 โรงเรียน

posted Dec 15, 2020, 11:11 PM by siam coverage   [ updated Dec 15, 2020, 11:12 PM ]

 


 

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ปลูกฝังวินัยการออมและส่งเสริมความรู้ด้านการวางแผนการเงินให้แก่เยาวชนทั่วประเทศ ผ่านโครงการ “INVESTORY Mobile Exhibition on Schools” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 โดยจำลองนิทรรศการจาก INVESTORY พิพิธภัณฑ์เรียนรู้การลงทุน ยกคาราวานความรู้สู่ภูมิภาค 10 จังหวัด เข้าถึงเยาวชนกว่า 200,000 คน ใน 64 โรงเรียน 

นายกฤษฎา เสกตระกูล รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานพัฒนาความยั่งยืนตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า หนึ่งในพันธกิจสำคัญของตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องตลอดกว่า 20 ปี คือการเผยแพร่ความรู้ทางการเงิน (financial literacy) ให้แก่ประชาชนทุกช่วงวัย สำหรับกลุ่มเยาวชนนั้นตลาดหลักทรัพย์ฯ มุ่งเน้นให้ความรู้ด้านการออมและวางแผนการเงิน โดยโครงการ “INVESTORY Mobile Exhibition on Schools” เป็นหนึ่งในกิจกรรมที่จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 เป็นการจำลองเนื้อหาจาก INVESTORY พิพิธภัณฑ์เรียนรู้การลงทุน สนับสนุนความรู้ด้านการออมและการวางแผนการเงินให้เข้าถึงเยาวชน เพื่อเป็นทักษะชีวิต สร้างวินัย ปลูกฝังนิสัยประหยัดอดออม ซึ่งจะนำไปสู่การเป็นผู้ใหญ่ที่ดี ขับเคลื่อนสังคมและเศรษฐกิจไทยให้มั่นคง มั่งคั่ง และเติบโตอย่างยั่งยืน รวมทั้งสอดรับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ Sustainable Development Goals (SDGs) ข้อที่ 4 “Quality Education” 

“นิทรรศการเคลื่อนที่ INVESTORY Mobile Exhibition on Schools จะทำให้เยาวชนในโรงเรียนพื้นที่ห่างไกลมีโอกาสเรียนรู้และทดลองปฏิบัติตามหลักการบริหารการเงิน 4 ข้อ ที่เรียกว่า “4 รู้ สู่ความมั่งคั่ง” ได้แก่ รู้หา รู้เก็บ รู้ใช้ และรู้ขยายดอกผล ซึ่งเป็นหลักความรู้พื้นฐานที่จะสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงินที่ดีให้กับเยาวชนทุกคนได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันที่สภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิต สถานการณ์โควิด-19 ที่ทั่วโลกกำลังเผชิญทำให้ทุกคนเห็นความสำคัญของการต้องมีเงินออมที่เพียงพอไว้ใช้ยามฉุกเฉิน ทั้งนี้ INVESTORY Mobile Exhibition on Schools ที่ผ่านมาได้รับการตอบรับที่ดี รวมกิจกรรมปีนี้จะสามารถเข้าถึงนักเรียนได้กว่า 200,000 คน 64 โรงเรียน ในพื้นที่ 10 จังหวัด” นายกฤษฎากล่าว

 


INVESTORY Mobile Exhibition on Schools จะยกคาราวานไปพบกับน้องๆ เยาวชนใน 10 จังหวัด ได้แก่ นครปฐม สมุทรสาคร ชลบุรี จันทบุรี ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา ลพบุรี เพชรบุรี สุพรรณบุรี และชัยนาท ระหว่างเดือนธันวาคม 2563-กุมภาพันธ์ 2564 ทั้งนี้ โรงเรียนที่สนใจความรู้ด้านการออมและวางแผนการเงินสามารถพานักเรียนเข้ามาเยี่ยมชม INVESTORY พิพิธภัณฑ์เรียนรู้การลงทุน ณ อาคารตลาดหลักทรัพย์ฯ ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพฯ หรือเยี่ยมชมเสมือนจริงผ่าน INVESTORY Virtual Museum ได้ที่ www.set.or.th/INVESTORY

ซีพีเอฟ ได้รับเลือกให้อยู่ในรายชื่อหุ้นยั่งยืน (THSI) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 6

posted Dec 15, 2020, 9:52 PM by siam coverage   [ updated Dec 15, 2020, 9:53 PM ]

Photo-CPF2

ดร.ภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) มอบโล่เกียรติคุณ สำหรับบริษัทที่อยู่ในรายชื่อหุ้นยั่งยืน หรือ Thailand Sustainability Investment (THSI) ประจำปี 2563 ในกลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร (Agro & Food Industry) แก่ นายวุฒิชัย สิทธิปรีดานันท์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและการพัฒนาอย่างยั่งยืน บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ โดยซีพีเอฟได้รับคัดเลือกจาก SET ให้อยู่ในรายชื่อหุ้นยั่งยืน ต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 ภายในงาน SET AWARDS 2020 ณ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ถนนรัชดาภิเษก

1608039860917_Photo-CPF

นายวุฒิชัย สิทธิปรีดานันท์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า การได้เป็นหนึ่งในหุ้นยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง ของซีพีเอฟ ตอกย้ำการดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบต่อสังคม สิ่งแวดล้อม และการบริหารงานภายใต้หลักธรรมาภิบาล ตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน ควบคู่ไปกับการสร้างผลตอบแทนที่ดีทางเศรษฐกิจและการเติบโตต่อเนื่อง นอกจากนี้ รายชื่อหุ้นยั่งยืนยังถูกใช้เพื่อเป็นเกณฑ์คำนวณดัชนี SETTHSI เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่สร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนพิจาณาลงทุนตามแนวคิดการลงทุนอย่างยั่งยืน ที่นำปัจจัยด้าน สิ่งแวดล้อม, สังคม และบรรษัทภิบาล (ESG) มาประกอบการตัดสินใจ


Photo-CPF3

ซีพีเอฟ กำหนดกลยุทธ์ความยั่งยืนระยะยาวในการดำเนินธุรกิจ ภายใต้กลยุทธ์สู่ความยั่งยืน 3 เสาหลัก ประกอบด้วย อาหารมั่นคง สังคมพึ่งตน และดินน้ำป่าคงอยู่ ซึ่งสอดคล้องตามเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ (Sustainable Development Goals : SDGs) โดยในสถานการณ์วิกฤติโควิด-19 ซีพีเอฟ ได้ร่วมรับผิดชอบต่อสังคมในหลายรูปแบบ เช่น การส่งมอบอาหารปลอดภัย ให้ประชาชนในประเทศไทยและประเทศที่ ซีพีเอฟ เข้าไปลงทุนอีก 16 ประเทศทั่วโลก ขณะเดียวกันยังได้ยกระดับมาตรการป้องกันโรคในระดับสูงสุด เพื่อดูแลสุขภาพพนักงานทุกคนให้ปลอดภัยจากโรคระบาดอย่างต่อเนื่อง ทำให้สามารถส่งมอบอาหารปลอดภัยสู่ผู้บริโภคทั่วโลกได้อย่างต่อเนื่อง

Photo-CPF4

ในปีนี้มีบริษัทจดทะเบียนที่อยู่ในรายชื่อหุ้นยั่งยืนทั้งสิ้น 124 บริษัท เป็นบริษัทจดทะเบียนใน SET 114 บจ. และ mai 10 บจ. ซึ่งมาจากการเข้าร่วมตอบแบบประเมินความยั่งยืน ประกอบด้วยข้อคำถาม 19 หมวดครอบคลุมมิติเศรษฐกิจ (รวมบรรษัทภิบาล) สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยมุ่งเน้นวัดผลในด้านกระบวนการดำเนินงานด้านความยั่งยืน ประกอบด้วย การกำหนดนโยบาย การตั้งเป้าหมาย การนำนโยบายไปปฏิบัติ การวัดผลลัพธ์จากการดำเนินการ และการเปิดเผยข้อมูลของบริษัท ซึ่งบริษัทที่ได้รับคัดเลือกให้อยู่ในรายชื่อหุ้นยั่งยืนจะต้องมีคะแนนผ่านร้อยละ 50 ในทุกมิติ และผ่านเกณฑ์คุณสมบัติที่ตลาดหลักทรัพย์กำหนด

พีรพัฒน์ เปิดบ้านต้อนรับสื่อ นำชมโรงงานผลิตเขาย้อย จ.เพชรบุรี

posted Dec 3, 2020, 8:06 AM by siam coverage   [ updated Dec 3, 2020, 8:07 AM ]

S__4620291

นายสืบพงศ์ เกตุนุติ รองประธานกรรมการและเป็นผู้ก่อตั้ง (แถวหน้าที่ 8 จากขวา) นายวีระพงค์ ลือสกุล (แถวหน้าที่ 9 จากขวา) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร พร้อมคณะผู้บริหาร บริษัท พีรพัฒน์ เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) หรือ PRAPAT ให้การต้อนรับคณะสื่อมวลชนที่เข้าเยี่ยมชมโรงงาน กระบวนการผลิตและการวิจัย รวมถึงให้ข้อมูลแนวโน้มธุรกิจและกลยุทธ์ของบริษัทในปี 2564 ณ โรงงาน บริษัท พีรพัฒน์ เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี เมื่อเร็วๆ นี้

JR สุดฮอต! ปิดจองไอพีโอ 200 ล้านหุ้น สถาบันร่วมแจม ความต้องการล้น พร้อมเทรดSET 30 พ.ย.นี้ ขึ้นแท่นหุ้น 5 ดาวขวัญใจนักลงทุน

posted Nov 24, 2020, 8:16 AM by siam coverage   [ updated Nov 24, 2020, 8:17 AM ]

1606224623010_%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%25B8%25E0%25B8%2593%25E0%25B8%2588%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%258D%2B%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2592%25E0%25B8%2599%25E0%25B9%258C%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%2588%25E0%25B8%25A9%25E0%25B8%258E%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%25B8%25E0%25B8%2592%25E0%25B8%25B4%2B2


บมจ.เจ.อาร์.ดับเบิ้ลยู. ยูทิลิตี้ (JR) ปิดฉากจองซื้อไอพีโอ 200 ล้านหุ้น สถาบันร่วมแจม ความต้องการล้น โชว์ศักยภาพ "หุ้นวิศวกรรมระบบไฟฟ้า และสื่อสารครบวงจร" อนาคตไกล ฐานะการเงินแกร่ง ไร้หนี้ ตุนแบ็คล็อคแน่นกว่า 6.16 พันล้านบาท ทยอยรับรู้รายได้ 2-3 ปี ด้านบล.ฟินันเซีย ไซรัส ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินและแกนนำในการจัดจำหน่าย มั่นใจเข้าเทรด SET 30 พ.ย.นี้ ไม่ทำให้นักลงทุนผิดหวังขึ้นแท่นหุ้นระดับ 5 ดาว ขวัญใจนักลงทุน นายสมภพ กีระสุนทรพงษ์ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน และผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจัดจำหน่ายในการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้กับประชาชนทั่วไป (IPO) ของบริษัท เจ.อาร์.ดับเบิ้ลยู.ยูทิลิตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ JR เปิดเผยว่า การเปิดให้จองซื้อหุ้นไอพีโอจำนวน 200 ล้านหุ้นในราคาหุ้นละ 5.50 บาท ระหว่างวันที่ 20 และ 23-24 พฤศจิกายน 2563 ที่ผ่านมา นักลงทุน รวมทั้งนักลงทุนสถาบันให้ความสนใจอย่างล้นหลาม สะท้อนถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพการเติบโต และปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งของบริษัทฯ ทั้งนี้ หุ้น JR จะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ในกลุ่มอตุสาหกรรมเทคโนโลยี หมวดธุรกิจเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ในวันที่ 30 พฤศจิกายนนี้

"หุ้น JR เป็นผู้ให้บริการงานวิศวกรรมระบบไฟฟ้า และระบบสื่อสารโทรคมนาคมและเทคโนโลยีสารสนเทศ แบบครบวงจร มีความโดดเด่นในเรื่องการเติบโตอย่างก้าวกระโดด เนื่องจากมีปัจจัยขับเคลื่อนจากการได้งานเปลี่ยนสายไฟฟ้าอากาศเป็นสายไฟฟ้าใต้ดินตามเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีชมพู และสายสีเหลือง ขณะที่อุตสาหกรรมสื่อสารโทรคมนาคม และเทคโนโลยีสารสนเทศมีการทยอยลงทุนทั้งจากภาครัฐและเอกชน โดยเฉพาะความต้องการใช้งานเทคโนโลยีใหม่ๆ จะทำให้มีโอกาสได้รับงานเพิ่มอย่างต่อเนื่องในระยะยาว นอกจากนี้ JR ยังมีฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง มีประสิทธิภาพการทำกำไรสูง ไร้หนี้ ซึ่งภายหลังจากเข้า SET แล้ว จะยิ่งทำให้บริษัทฯ มีศักยภาพเพิ่มมากขึ้น สนับสนุนการเติบโต ถือเป็นหุ้นดีอนาคตไกลมีคุณสมบัติเป็นหุ้นระดับ 5 ดาว และน่าจะเป็นไอพีโอขวัญใจของนักลงทุน" นายสมภพกล่าว

นายจรัญ วิวัฒน์เจษฎาวุฒิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจ.อาร์.ดับเบิ้ลยู. ยูทิลิตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ JR กล่าวว่าภายหลังจากการระดมทุนในครั้งนี้ จะช่วยให้บริษัทฯ มีฐานทุนเพิ่มขึ้น ทำให้ JR สามารถเดินหน้าเข้าประมูลงานของภาครัฐ และเอกชนที่เป็นโครงการขนาดใหญ่มากขึ้น และจะมีการรุกขยายไปยังงานวิศวกรรมในอุตสาหกรรมอื่น ๆ เพิ่มเติม เช่น อุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซ เพื่อกระจายแหล่งรายได้ และกำไรมากขึ้น ผลักดันการเติบโต และสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับผู้ถือหุ้นอย่างสม่ำเสมอ

" ณ สิ้นไตรมาส 3/2563 บริษัทฯ มีงานในมือที่ลงนามสัญญาแล้ว (backlog) อยู่ที่ 6,169.53 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้ในไตรมาส 4 ปีนี้อีก 322.50 ล้านบาท และส่วนที่เหลือจะทยอยรับรู้ปี 2564-2566 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นงานโครงการเปลี่ยนสายไฟฟ้าอากาศ เป็นสายไฟฟ้าใต้ดินตามแนวรถไฟฟ้าสายสีเหลือง และสายสีชมพู หนุนรายได้ของบริษัทฯ ให้เติบโตอย่างต่อเนื่องในอีก 2-3 ปีข้างหน้า" นายจรัญกล่าวในที่สุด

ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) จัดพิธีลงนามข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ กับ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

posted Nov 5, 2020, 8:10 AM by siam coverage   [ updated Nov 5, 2020, 8:11 AM ]


วันที่ 4 พฤศจิกายน 2563 ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) จัดพิธีลงนามข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ กับ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี เพื่อดำเนินโครงการ KKP & STECO SMEs Clinic หรือโครงการพัฒนาผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมให้สามารถพลิกฟื้นธุรกิจจากสถานการณ์โควิด-19 ตลอดจนยกระดับความสามารถทางการแข่งขันสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน ณ ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) สำนักงานใหญ่ ถนนอโศก

นายฟิลิป เชียง ชอง แทน กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่เกิดขึ้นซึ่งส่งผลกระทบต่อลูกค้าผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) เป็นพิเศษนั้น ธนาคารเกียรตินาคินภัทร ไม่ได้นิ่งนอนใจและได้คอยติดตามดูแลลูกค้าอย่างใกล้ชิด โดยธนาคารพบว่านอกเหนือจากมาตรการช่วยเหลือทางการเงิน ลูกค้าจำนวนมากยังต้องการการสนับสนุนในแง่ขององค์ความรู้ทางธุรกิจและการบริหารจัดการที่จำเป็นสำหรับการพลิกฟื้นธุรกิจในสถานการณ์ที่ท้าทาย ธนาคารจึงได้ร่วมมือกับศูนย์กลยุทธ์และความสามารถทางการแข่งขันองค์กร (STECO) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี จัดตั้งโครงการ KKP & STECO SMEs Clinic ขึ้น โดยภายใต้โครงการนี้ ลูกค้าเอสเอ็มอีของธนาคารจะมีโอกาสได้เจาะลึกความรู้เรื่องการบริหารจัดการและยกระดับศักยภาพธุรกิจจากคณาจารย์ผู้เชี่ยวชาญของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และเครือข่าย ตลอดจนรับคำปรึกษาเกี่ยวกับแนวทางในการปรับกลยุทธ์หรือรูปแบบธุรกิจเพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลง ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยให้ลูกค้าพลิกฟื้น และพัฒนาธุรกิจจนเติบโตได้อย่างยั่งยืน”

รศ.ดร.สุวิทย์ แซ่เตีย อธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี กล่าวว่า “มจธ.เป็นองค์กรที่ตื่นตัวกับกระแสการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านสังคมเศรษฐกิจ และเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง เราเป็นสถาบันการศึกษาที่สร้างผลงานวิชาการทั้งในด้านการวิจัยการผลิตบัณฑิต การให้คำปรึกษา และการมีส่วนร่วมในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ความร่วมมือทางวิชาการในครั้งนี้STECO จะทำหน้าที่ในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ในมหาวิทยาลัยกับภาคอุตสาหกรรมผ่านโครงการ KKP & STECO SMEs Clinic ในช่วงสภาวะวิกฤตการแพร่ระบาดของโควิด-19 เกิดข้อจำกัดในการใช้ชีวิตของประชาชนทั่วไปและผลกระทบต่อผู้ประกอบกิจการห้างร้านต่างๆ ที่ไม่สามารถดำเนินธุรกิจได้ตามปกติ ความสามารถในการสร้างรายได้ลดลง เมื่อสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย มีสัญญาณที่ดีในการที่กิจกรรมทางธุรกิจจะกลับเข้าสู่สภาวะปกติ จึงได้เกิดโครงการ KKP & STECO SMEs Clinic เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่เป็นลูกค้าของธนาคารเกียรตินาคินภัทรให้ฟื้นฟูธุรกิจและพัฒนาธุรกิจเพื่อสร้างความสามารถทางการแข่งขันอย่างยั่งยืน เป็นการบูรณาการความรู้ในหลายๆ ด้าน อาทิ การจัดการเชิงกลยุทธ์ การจัดการโลจิสติกส์ การจัดการนวัตกรรม เป็นต้น”

ดร. วัชรพจน์ ทรัพย์สงวนบุญ ผู้อำนวยการศูนย์กลยุทธ์และความสามารถทางการแข่งขันองค์กร (STECO) มจธ. กล่าวว่า “ในธุรกิจปัจจุบันนี้มีสภาวะการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้น เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงหลายๆ ปัจจัยทั้งจากสภาวะแวดล้อมที่มีการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นการเปิดตลาดเขตการค้าเสรีต่างๆ ซึ่งทำให้มีคู่แข่งรายใหม่จากต่างประเทศเข้ามาสู่ตลาดในประเทศ หรือการเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยีที่ทำให้การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารเป็นไปง่ายขึ้น ทำให้คู่แข่งทราบความเคลื่อนไหวและความเป็นไปได้เป็นอย่างดี รวมถึงการนำความรู้ในการบริหารจัดการในเชิงยุทธศาสตร์มาใช้ในการขับเคลื่อนธุรกิจ ทั้งนี้ เพื่อเตรียมการในการปรับตัวให้พร้อมรับมือต่อการแข่งขันดังกล่าว KKP & STECO SMEs Clinic เป็นโครงการภายใต้ความร่วมมือระหว่าง ธนาคารเกียรตินาคินภัทร และ ศูนย์กลยุทธ์และความสามารถทางการแข่งขันองค์กร ที่จะถ่ายทอดองค์ความรู้และความเข้าใจในการบริหารเฉพาะทางให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี โดยมุ่งเน้นการเรียนรู้ทั้งในภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ และมี


จุดเด่นอยู่ที่คณาจารย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางจากภาคอุตสาหกรรม ที่จะให้คำปรึกษาในการยกระดับความสามารถทางการแข่งขันด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน แก้ปัญหา หรือต่อยอดธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนศูนย์กลยุทธ์และความสามารถทางการแข่งขันองค์กร หวังเป็นอย่างยิ่งว่า KKP & STECO SMEs Clinic จะเป็นส่วนสำคัญในการเชื่อมโยงองค์ความรู้จากมหาวิทยาลัย สู่การพัฒนาผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ไทยให้ประสบความสำเร็จ สอดคล้องกับปณิธานของหน่วยงาน “ความสำเร็จของคุณ ความมุ่งมั่นของเรา””

เกี่ยวกับธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน)

ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร ที่ประกอบด้วยบริษัทหลักทรัพย์เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) และบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เกียรตินาคินภัทร จำกัด โดยธนาคารมีวิสัยทัศน์ในการนำทรัพยากรทางการเงินสู่ลูกค้าอย่างถูกต้อง พอเพียง และทั่วถึง ด้วยการบริการที่เหนือความคาดหมาย และไม่อาจหาได้จากแหล่งอื่น

ทั้งนี้ ธุรกิจของธนาคารครอบคลุมสินเชื่อบรรษัท สินเชื่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ สินเชื่อธุรกิจเอสเอ็มอี และสินเชื่อรายย่อย เช่นสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย และสินเชื่อส่วนบุคคล ตลอดจนเชื่อมโยงกับธุรกิจด้านตลาดทุน ที่ประกอบด้วยธุรกิจวานิชธนกิจ (Investment Banking) ธุรกิจนายหน้าค้าหลักทรัพย์สำหรับผู้ลงทุนสถาบัน ธุรกิจที่ปรึกษาการลงทุนส่วนบุคคล (Wealth Management) ธุรกิจการลงทุน (Direct Investment) และธุรกิจจัดการกองทุน ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.kkpfg.com

เกี่ยวกับศูนย์กลยุทธ์และความสามารถทางการแข่งขันองค์กร (Center for Strategy and Enterprise Competitiveness หรือ STECO)

ศูนย์กลยุทธ์และความสามารถทางการแข่งขันองค์กร ดำเนินงานภายใต้วิสัยทัศน์ เป็นผู้นำในภูมิภาคอาเซียนด้านการวิจัยและบริการวิชาการเพื่อเสริมสร้างขีด ความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืน ภายใต้คำมั่นสัญญา “ความสำเร็จของคุณ ความมุ่งมั่นของเรา” ด้วยภารกิจหลัก ได้แก่ การวิจัยสร้างองค์ความรู้ ด้านการสร้างความสามารถทางการแข่งขัน อาทิ การพัฒนานวัตกรรมเพื่อสร้างความสามารถทางการแข่งขัน การให้คำปรึกษาทางด้านการสร้างความสามารถทางการแข่งขัน อาทิ การพลิกฟื้นธุรกิจสู่ความยั่งยืน และการพัฒนาบุคลากรของภาครัฐและภาคเอกชนให้สามารถสร้างและขับเคลื่อนปัจจัยที่ส่งผลต่อความ
สามารถทางการแข่งขันองค์กรได้ นอกจากนี้ STECO ให้ความสำคัญกับการเผยแพร่ความรู้เพื่อพัฒนาภาคอุตสาหกรรม โดยในช่วงวิกฤติการแพร่ระบาดโควิด

ที่ผ่านมา STECO ได้ดำเนินโครงการพัฒนาธุรกิจหลังวิกฤติ โควิด-19 สู่ความยั่งยืน และกิจกรรม STECO Online Forum ซึ่งเป็นการแลกเปลี่ยนมุมมอง

ระหว่างผู้บริหารระดับสูงจากองค์กรชั้นนำระดับประเทศ คณาจารย์ และผู้เข้าร่วมกิจกรรม ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่https://steco.kmutt.ac.th

“LEO” เปิดเหนือจอง 7.60% จากราคาไอพีโอ 3.42 บาท

posted Nov 5, 2020, 8:01 AM by siam coverage   [ updated Nov 5, 2020, 8:02 AM ]


ดร.ภากร ปีตธวัชชัย (ที่ 4 จากซ้าย) กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พร้อมด้วย นายแมนพงศ์ เสนาณรงค์ (ที่ 2 จากซ้าย) รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานผู้ออกหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และนายประพันธ์ เจริญประวัติ (ที่ 1 จากซ้าย) ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) แสดงความยินดีกับ นายเสนีย์ แดงวัง (ที่ 3 จากซ้าย) ประธานคณะกรรมการบริษัทและกรรมการอิสระ นายเกตติวิทย์ สิทธิสุนทรวงศ์ (ที่ 4 จากขวา) รองประธานคณะกรรมการบริษัท ประธานคณะผู้บริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร พร้อมทั้งคณะกรรมการและผู้บริหาร บริษัท ลีโอ โกลบอล โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ LEO ในโอกาสที่บริษัทฯ เข้าเป็นบริษัทจดทะเบียนหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) และเข้าซื้อขายวันแรก ในวันที่ 5 พฤศจิกายน 2563 โดยมี นายชาญชัย กงทองลักษณ์ (ที่ 3 จากซ้าย) กรรมการอำนวยการ กลุ่มบริษัทหลักทรัพย์ทรีนีตี้ ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน และผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหุ้นสามัญเพิ่มทุน ร่วมแสดงความยินดี โดย LEO เข้าซื้อขายวันแรก ราคาเปิดที่ 3.68 บาท เพิ่มขึ้น 0.26 บาท หรือ 7.60% จากราคาไอพีโอ 3.42 บาท พร้อมเดินหน้าขยายธุรกิจรุก M&A ขยายธุรกิจ Self-storage เพิ่มพื้นที่บริการรับฝากตู้สินค้าคอนเทนเนอร์ ผลักดันให้ธุรกิจเติบโตก้าวกระโดด

“TM” ออกบูธงาน mai FORUM 2019

posted Jul 19, 2019, 12:30 AM by siam coverage   [ updated Jul 19, 2019, 12:31 AM ]


นางสุนทรี จรรโลงบุตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เทคโนเมดิคัล จำกัด (มหาชน) หรือ TM นำทีมออกบูธ mai FORUM 2019 มหกรรมรวมพลังคน mai ครบรอบ 20 ปี ของการดำเนินงาน ภายใต้ 3 แนวคิด “Growth” “Partnership” และ “Sustainable” โดย TM ร่วมออกบูธงาน mai FORUM เป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน ณ ห้องบางกอกคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ ชั้น 22 โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ เมื่อเร็ว ๆ นี้

1-10 of 78

Comments