Siamcoverage TH


ประกันภัยไทยวิวัฒน์ สร้างอิสระครั้งใหม่ #BeyondTheNewNormal เปิดตัวผลิตภัณฑ์ ประกันรถเปิดปิด แบบ Top-up บนแคมเปญ #คุ้มครองใหญ่แต่จ่ายเล็ก ประกันรถที่ เปิด-ปิด และ Top-up ได้ ให้ความประหยัด ยืดหยุ่น และแฟร์กว่า พร้อมเป็นสื่อกลางจัดกิจกรรม เติมเต็มกำลังใจช่วยคนไทย ก้าวข้ามวิกฤตCOVID-19

posted May 20, 2020, 3:11 AM by siam coverage   [ updated May 20, 2020, 3:14 AM ]



o ไทยวิวัฒน์ ต่อยอดความสำเร็จประกันรถเปิดปิด สู่ #ประกันรถเปิดปิด แบบ Top-up ประกันรถยนต์รูปแบบใหม่ ที่เบี้ยประกันทั้งปี มีราคาเริ่มต้นประหยัดได้ถึง ประมาณ 70% และ ให้ผู้บริโภคสามารถ Top-up เติมชั่วโมงการใช้รถได้ตามต้องการ ให้ความอิสระพร้อมประหยัดค่าใช้จ่าย แต่ได้รับความคุ้มครองครบตลอด 24 ชั่วโมงและ เปิด-ปิดให้อัตโนมัติ #คุ้มครองใหญ่แต่จ่ายเล็ก


o ตอบรับสถานการณ์ปัจจุบัน จัดโปรโมชันส่วนลดค่าเบี้ยประกันสูงสุด 1,000 บาท ให้กับ 3,000 กรมธรรม์แรก ของประกันรถเปิดปิด แบบ Top-up พร้อมนำรายได้ส่วนหนึ่งร่วมสมทบทุนบริจาคตู้ตรวจคัดกรอง COVID-19 มอบให้ 10 โรงพยาบาลรัฐ ทั่วประเทศ




o ช่วยเหลือคนไทย #ฝากร้านฟรีกับอาเล็ก-ธีรเดช พร้อมร่วมแชร์ความรู้และแนวคิด ให้คนไทยก้าว #BeyondTheNewNormal กับ คุณเคน THE STANDARD และ กิจกรรมทำอาหารที่บ้าน กับ คุณชานนท์ ผู้เข้าแข่งขัน MasterChef Thailand ในรายการ “บวกกับแบม” เพื่อเติมเต็มกำลังใจช่วยคนไทยก้าวข้ามวิกฤตCOVID-19

นายเทพพันธ์ อัศวะธนกุล รองกรรมการผู้อำนวยการ บริษัท ประกันภัยไทยวิวัฒน์ จำกัด (มหาชน) ผู้นำด้านนวัตกรรมประกันภัย เปิดงาน “Beyond the New Normal: เติมเต็มกำลังใจช่วยคนไทย กับ ประกันรถเปิดปิด แบบ Top-up” ผ่านช่องทางออนไลน์ ร่วมกับ Influencers รุ่นใหม่ชื่อดังของไทยอีกมากมาย อาทิ คุณแบม ปิติภัทร (พิธีกร) คุณอู๋ Spin9 และ คุณเคน The Standard ร่วมมือกัน จัดรายการ LIVE ผ่านช่องทาง Social Media ถึง 3 วันเต็ม เพื่อสนับสนุนคนไทยในการรับมือกับสถานการณ์ในปัจจุบัน คุณเทพพันธ์เปิดเผยว่า “เรายึดตาม Slogan ของ ประกันภัยไทยวิวัฒน์ ‘คิดเผื่อเพื่อทุกชีวิต’ ตลอดมา 






และจากวิกฤต COVID-19 ได้นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ถือได้ว่าเป็นความท้าทายใหม่ที่มาพร้อมกับโอกาส และทางไทยวิวัฒน์จึงได้สร้างสรรค์พัฒนาผลิตภัณฑ์และการบริการให้คนไทยก้าวข้ามไปสู่ New Normal ที่กำลังจะเกิดขึ้นได้อย่างมั่นคง”


​ประกันภัยไทยวิวัฒน์ ได้สร้างประสบการณ์ใหม่ให้เกิดขึ้นในวงการประกันภัยอย่างต่อเนื่อง โดยการนำ insights ของผู้บริโภค ประกอบกับ เทคโนโลยีใหม่และความคิดสร้างสรรค์ของทีมงาน มาพัฒนานวัตกรรมประกันภัยเพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้เอาประกันโดยที่ผู้บริโภคเองก็อาจคาดไม่ถึง เช่นเดียวกับ สถานการณ์ปัจจุบันที่แม้ทุกคนจะไม่ได้คาดคิด ว่าเราจะต้องมาเว้นระยะห่างทางสังคม หยุดการเดินทางที่ไม่จำเป็น พร้อมทั้งรักษาสุขภาพให้แข็งแรงและวางแผนทางการเงินให้ดีเพื่อปรับตัวให้ผ่านวิกฤต COVID-19 ครั้งนี้ไปให้ได้ ทางไทยวิวัฒน์ก็ได้เตรียมความพร้อมเป็นตัวช่วยเพื่อให้ผู้บริโภคก้าวไปข้างหน้าด้วยกันอย่างอุ่นใจโดยที่ผู้บริโภคอาจไม่คาดคิดมาก่อน


ทั้งในเรื่องสุขภาพ ประกันสุขภาพ Thaivivat Active Health ได้ให้แรงผลักดัน ให้ผู้เอาประกันภัยออกกำลังกายเป็นประจำด้วยการให้รางวัลส่วนลดค่าเบี้ยประกันจากการออกกำลังกายทุกเดือนสูงถึง 40% และนำอุปกรณ์ Smartwatch จาก Brand ชั้นนำอย่าง Garmin และ Fitbit มอบให้ลูกค้าโดยที่ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ซึ่งในสถานการณ์การระบาด COVID-19 เช่นนี้ การรักษาร่างกายให้แข็งแรงเป็นเกราะป้องกันที่สำคัญเลยทีเดียว พร้อมกันนี้ทางไทยวิวัฒน์ได้จัด Content การออกกำลังกายที่ลูกค้าสามารถทำได้เองที่บ้านเพื่ออำนวยความสะดวกในการออกกำลังกายในช่วงที่เราต้องเว้นระยะห่างทางสังคม และแม้ไม่สามารถออกไปใช้บริการจากยิมหรือฟิตเนสต่างๆ ได้ ไทยวิวัฒน์เองก็ได้ปรับลดเกณฑ์การออกกำลังกายในแต่ละสัปดาห์ให้ทำได้ง่ายขึ้นด้วยเช่นกัน พร้อมกันนี้นอกจากการรักษาร่างกายให้แข็งแรงแล้ว ไทยวิวัฒน์ก็เป็นที่เดียวที่ได้มอบความคุ้มครองพิเศษให้ลูกค้าประกันสุขภาพ Thaivivat Active Health ให้สามารถเบิกค่าตรวจคัดกรอง COVID-19 ได้อีกด้วย ซึ่งประกันสุขภาพทั่วไปจะไม่คุ้มครองในส่วนนี้นอกเสียจากได้รับการรักษาจริงจากโรคที่ตรวจเจอเท่านั้น สิ่งเหล่านี้เป็นข้อพิสูจน์ว่าไทยวิวัฒน์ได้คิดเผื่อและใส่ใจเพื่อทุกสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นกับผู้บริโภคได้จริง


นอกจากเรื่องสุขภาพแล้วเรื่องการเดินทางก็เป็นอีกเรื่องที่ทุกคนต้องปรับตัวในสถานการณ์ความปกติใหม่นี้ เราทุกคนอาจไม่ทราบอย่างแน่ชัดว่าเราจะสามารถกลับมาเดินทางตามปกติได้เมื่อไหร่ ซึ่งประกันเดินทางเปิดปิดของไทยวิวัฒน์ ก็เป็นที่แรกและที่เดียวที่ให้ผู้เอาประกันสามารถปรับเปลี่ยนวันเดินทางได้เอง พร้อมทั้งสามารถเพิ่มหรือลดวันเดินทางได้เช่นกัน ผ่านทางแอปพลิเคชัน ‘Thaivivat Travel’ และถ้าลูกค้าท่านใดมีความจำเป็นต้องเดินทางในช่วงนี้หรือในอนาคตอันใกล้นี้ ก็อุ่นใจได้ เนื่องจาก ประกันเดินทางของไทยวิวัฒน์ ได้เพิ่มความคุ้มครองเรื่อง การรักษาต่อเนื่องในไทยจากปกติ 7 วัน เป็น 21 วัน เพื่อให้ครอบคลุมระยะฟักตัวของ COVID-19 ด้วยเช่นกัน


​ในด้านของประกันภัยรถยนต์ ไทยวิวัฒน์ เป็นที่เดียวที่ให้ผู้บริโภคสามารถจ่ายค่าเบี้ยตามการใช้รถจริง ด้วยประกันรถเปิดปิด ทำให้ผู้ใช้รถสามารถประหยัดค่าเบี้ยประกันรถยนต์ได้ถึง 40% ซึ่งเหมาะกับ สถานการณ์ในปัจจุบันเป็นอย่างมาก ที่ผู้คนมีการใช้รถน้อยลง จากการ Work From Home และการรณรงค์ให้อยู่บ้านเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่า คุณอู๋ Spin 9 หรือ อติชาญ เชิงชวโน กูรูด้านรถยนต์และเทคโนโลยี YouTuber ชื่อดังอันดับต้นๆ ของไทย ก็เป็นหนึ่งในลูกค้าจริงที่เลือกเปลี่ยนจากประกันรถรายปีทั่วไปมาเป็นประกันรถเปิดปิด คุณอู๋ได้แชร์ถึงประสบการณ์การใช้งานประกันรถเปิดปิดว่า “นอกจากจะประหยัดค่าเบี้ยประกันรถของผมทุกปีจากหลายหมื่นเหลือเพียง 7 พันกว่าบาทแล้ว สิ่งที่ผมประทับใจมากคือ การใช้งานที่เรียกได้ว่า Seamless เลยครับ การเปิด-ปิดประกันแบบอัตโนมัติ เมื่อสตาร์ท และ ดับเครื่องยนต์ ประกันก็จะเปิด-ปิดให้เอง ผ่านอุปกรณ์ IoT ที่เรียกว่า TVI Connect และจะมีการแจ้งเตือนทุกครั้งผ่านทางแอปพลิเคชัน ‘Thaivivat Motor’ แต่ถึงผมจะไม่เปิด App หรือมือถือผมจะแบตหมด การเปิด-ปิดก็ทำให้เองทั้งหมดผ่านทาง TVI Connect ตัวนี้ที่ทางไทยวิวัฒน์มอบให้มาโดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมใดๆ ทำให้ใช้งานง่าย สะดวก แบบไม่ต้องกังวลเรื่องการลืมเปิดหรือปิดประกันเลยครับ และเรื่องความคุ้มครองก็สบายใจได้ เพราะประกันรถเปิดปิดคุ้มครองให้ตลอด 24 ชั่วโมง ทำให้เราจ่ายค่าเบี้ยเฉพาะเวลาที่ใช้รถแต่ได้รับความคุ้มครองครบเหมือนเดิมครับ และที่สำคัญการบริการด้านอื่นๆก็ดีกว่าประกันทั่วไปมากครับ ไม่ว่าจะเป็นการต่อประกัน หรือ การแจ้งเหตุก็ทำได้เองผ่านแอปพลิเคชัน ทำให้เราสะดวกมากขึ้นในยุคของการใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มความสะดวกสบายให้กับตัวเราเอง”



ประกันรถเปิดปิด ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้ใช้รถโดยทั่วไปที่ใช้รถอยู่เฉลี่ยไม่เกินวันละ 4 ชั่วโมง โดยเฉพาะผู้ที่ขับรถส่วนใหญ่เพื่อไปทำงานและกลับบ้าน ส่งผลให้ประกันรถเปิดปิดมีอัตราการต่ออายุที่สูงในตลาดประกันรถยนต์ แต่ในวันนี้ทางไทยวิวัฒน์ สามารถพัฒนารูปแบบของประกันรถเปิดปิดให้ตอบโจทย์สถานการณ์ความปกติใหม่ได้อย่างยอดเยี่ยม ในรูปแบบของ ประกันรถเปิดปิด แบบ Top-up ประกันรถยนต์รูปแบบใหม่ ที่ได้เพิ่มความพิเศษ ให้กับการทำประกันรถยนต์ นอกเหนือจากการเปิดปิดประกันแล้ว ในวันนี้ผู้ใช้งานยังสามารถ Top-up เพิ่มชั่วโมงประกันได้เอง ทำให้ผู้ใช้รถประหยัดค่าเบี้ยเพิ่มมากขึ้น และยังสามารถทยอยจ่ายค่าเบี้ยประกันตามที่ใช้งานจริง ซึ่งหมายความว่าหากใช้รถน้อยก็จะสามารถจ่ายค่าเบี้ยประกันรถทั้งปีลดลงได้สูงถึงประมาณ 70%


ยกตัวอย่างเช่นประกันรถยนต์ ชั้น 1 จากราคาเบี้ยในท้องตลาดของประกันรายปีทั่วไปค่าเบี้ยจะอยู่ที่ประมาณ 15,000 บาทต่อปี ส่วนประกันรถเปิดปิดแบบ Top-up ราคาเริ่มต้นทั้งปี สำหรับประกันชั้น 1 จะคงเหลือเพียง 4,900 บาท เท่านั้น ทั้งนี้จะมีระยะเวลาความคุ้มครองเริ่มต้นให้ที่ 50 ชั่วโมง


ในกรณีนี้หากผู้ใช้บริการต้องการจำนวนชั่วโมงความคุ้มครองเพิ่ม ก็สามารถ Top-up ชั่วโมงความคุ้มครองได้เองตลอดเวลา ผ่านทางแอปพลิเคชัน ‘Thaivivat Motor’ ในราคาเริ่มต้นสำหรับประกันชั้น 1 เพียง 400 บาท ต่อ ทุกๆ 50 ชั่วโมงความคุ้มครอง ทำให้ผู้ใช้รถจ่ายค่าเบี้ยประกันเฉพาะเท่าที่ใช้งานรถจริง หรือค่อยๆ ทยอยจ่ายค่าเบี้ยตามที่จำเป็นเท่านั้น


นอกจากประกันชั้น 1 แล้ว ยังมีประกันชั้น 2+ และ ชั้น 3+ ให้ลูกค้าเลือกได้ตามความเหมาะสมเช่นกัน โดยราคาเบี้ยประกันชั้น 2+ ต่อปีเริ่มต้นเพียง 2,900 บาท และ ราคาเบี้ยประกันชั้น 3+ ต่อปีเริ่มต้นเพียง 2,700 บาท ซึ่งการ Top-up เติมชั่วโมงของประกันชั้น 2+ และ ชั้น 3+ จะอยู่ที่ 300 บาทต่อ 50 ชั่วโมงเพียงเท่านั้น


คุณแบม ปีติภัทร คูตระกูล พิธีกรตัวแทนคนรุ่นใหม่ ได้ให้ความเห็นถึง ผลิตภัณฑ์ ประกันรถเปิดปิด แบบ Top-up นี้ว่า “มีความล้ำสมัย และช่วยให้อิสระทางการเงินแก่ผู้ใช้งานเป็นอย่างมากโดยเฉพาะในสถานการณ์ ณ ปัจจุบัน ที่จะช่วยลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นลง พร้อมให้คนไทยสามารถเข้าถึงการป้องกันความเสี่ยงและเพิ่มหลักประกันที่มั่นคงเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น นอกจากนั้นยังได้ตอบโจทย์สถานการณ์ New Normal ความปกติใหม่ที่ได้เกิดขึ้น เมื่อคนไทยมีการเดินทางลดลง สามารถทำงานแบบ Work Anywhere and Anytime พร้อมเชื่อมต่อและส่งข้อมูลกันได้ผ่านทางโลกดิจิทัล ถือได้ว่าเป็นโอกาสดีที่ ประกันรถเปิดปิด จะนำเทคโนโลยีมาช่วยตอบโจทย์การใช้ชีวิตให้สะดวกและประหยัดไปพร้อมๆ กัน” ทั้งนี้ในโอกาสการเปิดตัวประกันรถเปิดปิด แบบ Top-up ท่ามกลางความปกติใหม่นี้ คุณเทพพันธ์ กล่าวต่อว่า เนื่องด้วยประกันรถเปิดปิดได้เปิดตัวมาครบรอบ 3 ปีเต็มแล้ว ไทยวิวัฒน์ขอมอบ โปรโมชันส่วนลดสูงสุดถึง 1,000 บาทให้กับลูกค้าประกันรถเปิดปิด แบบ Top-up จำนวน 3,000 กรมธรรม์แรก โดยให้ส่วนลดค่าเบี้ยประกัน 500 บาท สำหรับกรมธรรม์ประกันรถเปิดปิด แบบ Top-up ชั้น 2+ และชั้น 3+ และกรมธรรม์ประกันรถเปิดปิด แบบ Top-up ชั้น 1 ให้ส่วนลดค่าเบี้ยประกัน 1,000 บาท ซึ่งหมายความว่า ผู้ที่สนใจสามารถทำประกันรถชั้น 1 ได้ ในราคาเริ่มต้นจาก 4,900 บาท เหลือเพียง 3,900 บาทเท่านั้น โปรโมชันดังกล่าว จะมอบให้กับผู้ทำประกันรถเปิดปิด แบบ Top-up เป็นจำนวน 3,000 กรมธรรม์แรก ตั้งแต่วันนี้ - 30 มิถุนายน 2563 และสามารถทำประกันล่วงหน้าได้ถึง 1 ปี ถ้าประกันรถใครยังไม่หมดก็สามารถสมัครล่วงหน้าเพื่อรับสิทธิ์ดังกล่าวได้เช่นกัน พร้อมกันนี้ได้เปิดตัวสิทธิพิเศษ สำหรับลูกค้าประกันรถเปิดปิด แบบ Top-up และ ประกันรถเปิดปิด แบบ Package 4 เดือนขึ้นไป สามารถเรียกใช้บริการทำความสะอาดรถและอบโอโซนถึงที่บ้าน ฟรี! มูลค่า 550 บาท ผ่านแอปพลิเคชัน Thaivivat Motor โดยความร่วมมือกับผู้ให้บริการ INSTAWASH โดยสามารถรับสิทธิ์ได้ฟรี จำนวน 50 สิทธิ์ ต่อเดือน วันนี้ – 30 กันยายน 2563


นอกจากประกันรถเปิดปิด แบบ Top-up จะจัดโปรโมชันเพื่อช่วยเหลือผู้ทำประกันภัยแล้ว ยังนำรายได้ส่วนหนึ่งที่ได้จากเบี้ยประกันรถเปิดปิดนี้ เพื่อนำไปสมทบทุนจัดหาและบริจาคตู้ตรวจคัดกรอง COVID-19 (Modular Sward Units) มอบให้กับ 10 โรงพยาบาลรัฐ ในเครือข่ายสถาบันแพทยศาสตร์ทั่วประเทศ ผู้ที่สนใจทำประกันรถเปิดปิดTop-up สามารถสมัครประกันได้ง่ายๆ ผ่านทาง www.thaivivat.co.th หรือ โทร 02-200-7000 อย่างไรก็ตามนอกจากการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่แล้ว ประกันภัยไทยวิวัฒน์ยังจัดรายการ LIVE ในรูปแบบ Variety Talk and Charity ต่อเนื่องอีก 2 วัน ในวันที่ 21 และ 23 พฤษภาคม 2563 ทาง Facebook Page: Thaivivat Insurance – ไทยวิวัฒน์ รูปแบบใหม่โดย “ประกันภัยไทยวิวัฒน์ X บวกกับแบม” ที่เชื่อมต่อครอบครัวไทยวิวัฒน์เข้าด้วยกัน พูดคุยเน้นๆ แบบเอ็กซ์คลูซีฟ เพื่อช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากวิกฤตโควิด รวมถึงเติมเต็มกำลังใจให้ฝ่าฟันวิกฤตครั้งนี้ไปให้ได้ 


โดยจัดกิจกรรมร้านดีช่วยบอกต่อ ฝากร้านกับ พรีเซ็นเตอร์ประกันภัยไทยวิวัฒน์ “อาเล็ก-ธีรเดช เมธาวรายุทธ” ให้ผู้ชมสามารถฝากร้าน โปรโมทธุรกิจ ต่างๆ ผ่านรายการได้ฟรี เพื่อประชาสัมพันธ์สินค้าและบริการใหม่ๆ ให้คนไทยทุกคนได้รับรู้ พร้อมพูดคุยการรับมือกับวิถีชีวิตแบบ New Normal ความปกติใหม่ ร่วมกับคุณเคน นครินทร์ วนกิจไพบูลย์ บรรณาธิการบริหาร THE STANDARD และกิจกรรมทำอาหารกับ พ่อบ้านตัวจริง คุณชานนท์ ผู้เข้าแข่งขัน MasterChef Thailand Season 3 ใน Theme ‘ประกันรถเปิดปิดแบบ Top-up, Beyond the New Normal’ นอกจากนี้ในรายการ ยังมีกิจกรรมร่วมสนุกลุ้นรับของที่ระลึก รวมถึงชวนผู้ชมมาร่วมแสดงพลังสู้ COVID-19 ร่วมกับมูลนิธิต่างๆ ที่ไทยวิวัฒน์ได้นำร่อง ด้วยการร่วมสนับสนุนเงิน 1 ล้านบาท ร่วมกับทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และมูลนิธิเทใจ เพื่อผลิต หน้ากากผ้าสะท้อนน้ำ “THAMMASK” ให้บุคลากรทางการแพทย์ทั่วประเทศ พร้อมส่งต่อเป็นกำลังใจให้เรา ก้าวผ่าน วิกฤตในครั้งนี้ไปด้วยกัน

สนใจรายละเอียดผลิตภัณฑ์ ประกันรถเปิดปิด แบบ Top-up เติมชั่วโมงได้ตามใจ ขับเท่าไหร่ ก็จ่ายเท่านั้น ทางเว็บไซต์ www.thaivivat.co.th และโทร 02-200-7000

รมช.ประภัตร เดินสายลุย 4 อำเภอ เมืองย่าโม มอบเมล็ดพันธุ์ข้าว เยียวยาเกษตรกรผู้ประสบภัยแล้ง - ท่วม รักษาระดับปริมาณและคุณภาพข้าว ปี 2563/64 ให้เกิดความมั่นคงทางอาหาร การค้า และการตลาดข้าวไทย พร้อมมอบหญ้าแห้งช่วยเกษตรกรผู้เลี้ยงโค

posted May 14, 2020, 9:55 AM by siam coverage   [ updated May 14, 2020, 9:57 AM ]


วันนี้ 13 พ.ค. 63 นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อม นางอุมาพร พิมลบุตร รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ , นายสุดสาคร ภัทรกุลนิษฐ์ อธิบดีกรมการข้าว , นายสุรเดช สมิเปรม รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ , นายขจร เราประเสริฐ รองอธิบดีกรมการข้าว , นายณัฏกิตติ์ ของทิพย์ ผู้อำนวยการกองเมล็ดพันธุ์ข้าว พร้อมด้วยข้าราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมลงพื้นที่ จ.นครราชสีมา ในพิธีมอบพันธุ์ข้าวโครงการรักษาระดับปริมาณ และคุณภาพข้าว ปี 2563/64 แผนฟื้นฟูเยียวยาเกษตรกรผู้ประสบภัยฝนทิ้งช่วง


จากแผนในการแจกจ่ายเมล็ดพันธุ์ข้าวให้เกษตรกร 400,000 กว่าราย ในเขตที่ประสบภัยทั้งภาวะฝนทิ้งช่วงและน้ำท่วมเมื่อปีที่ผ่านมา กว่า 6 ล้านกว่าไร่ใน 34 จังหวัด ทางกรมการข้าว ได้เตรียมเมล็ดพันธ์ุ และได้ปรับวิธีรับแจกเมล็ดพันธุ์ข้าว โดยไม่ต้องมารับที่หน่วยงานของกระทรวงเกษตรฯ ในพื้นที่ เพื่อสนองนโยบาย “อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ” ลดความแออัด ป้องกันการติดเชื้อโรคโควิค-19 จึงจะให้เจ้าหน้าที่นำเมล็ดพันธุ์ข้าวไปมอบให้เกษตรกร ตามรายชื่อสำรวจไว้ว่าเป็นผู้ประสบภัยพิบัติ ขณะนี้ได้เริ่มจัดส่งในหลายจังหวัดแล้ว ซึ่ง รมช.ประภัตร ได้กำชับว่าต้องเร่งส่งถึงเกษตรกรทั้งหมดให้ทัน เพื่อให้เกษตรกรสามารถนำเมล็ดพันธุ์ไปเพาะปลูกได้ทันฤดูฝนนี้



นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังลงพื้นที่มอบเมล็ดพันธุ์ข้าว "โครงการรักษาระดับปริมาณและคุณภาพข้าว ปี 2563/64" ณ อำเภอโนนสูง อำเภอชุมพวง อำเภอห้วยแถลง และอำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดนครราชสีมา ว่า กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมการข้าว ได้จัดทำโครงการดังกล่าว เพื่อเป็นการรักษาระดับปริมาณและคุณภาพข้าว ปี 2563/64 ให้เกิดความมั่นคงทางอาหาร ความสามารถทางการค้า และการตลาดข้าวไทย จึงมีความจำเป็นต้องสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีแก่เกษตรกรที่ประสบฝนแล้ง ฝนทิ้งช่วง และอุทกภัยในฤดูนาปี ปี 2562/63 ในช่วงเดือนมิถุนายน 2562 ที่ผ่านมา เพื่อนำเมล็ดพันธุ์ไปปลูกทดแทนข้าวที่เสียหาย และเมื่อได้ผลผลิตสำหรับบริโภคในครัวเรือนแล้วสามารถนำส่วนที่เหลือไปจำหน่าย ทำให้มีรายได้ในการดำรงชีพได้ต่อไป ซึ่งการดำเนินโครงการนี้ มีเป้าหมายที่จะสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ข้าวจำนวน 63,000 ตัน แบบให้เปล่าแก่เกษตรกรผู้ปลูกข้าว 827,000 ครัวเรือน ที่ประสบฝนแล้ง ฝนทิ้งช่วง และอุทกภัย ในปี 2562 ระหว่างเดือนมิถุนายน – กันยายน 2562 ในพื้นที่ 6.32 ล้านไร่ 34 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน ลำปาง แพร่ น่าน อุตรดิตถ์ เพชรบูรณ์ กำแพงเพชร พิจิตร พิษณุโลก สุโขทัย อุทัยธานี นครสวรรค์ กาฬสินธุ์ ขอนแก่น นครพนม มหาสารคาม ยโสธร มุกดาหาร อำนาจเจริญ ร้อยเอ็ด อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สกลนคร หนองคาย อุดรธานี ชัยภูมิ นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ สุพรรณบุรี พัทลุง และสระแก้ว




สำหรับการกำหนดคุณสมบัติเกษตรกรผู้ปลูกข้าวที่จะได้รับการช่วยเหลือ คือ

1) เป็นเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปี 2562/63 กับกรมส่งเสริมการเกษตร 

2) เป็นเกษตรกรที่มีแปลงปลูกข้าวเสียหายสิ้นเชิง อยู่ในพื้นที่ประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบฝนแล้ง ฝนทิ้งช่วง และอุทกภัย ในปี 2562 เดือนมิถุนายน – กันยายน 2562 โดยมีกรอบการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ที่จะสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ข้าวแก่เกษตรกร ไร่ละ 10 กิโลกรัม ตามพื้นที่ปลูกข้าวจริงที่ประสบฝนแล้ง ฝนทิ้งช่วง และอุทกภัย แต่ไม่เกินครัวเรือนละ 10 ไร่ โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายเกษตรกร ทั้งนี้เกษตรกรต้องนำไปปลูกจริง ห้ามนำไปจำหน่ายแก่บุคคลอื่น


นายประภัตร กล่าวต่อว่า การจัดทำบัญชีรายชื่อเกษตรกรผู้ปลูกข้าวที่มีสิทธิ์ได้รับความช่วยเหลือเมล็ดพันธุ์ กรมส่งเสริมการเกษตรจะคัดกรองรายชื่อเฉพาะเกษตรกรที่ปลูกข้าวจากระบบฐานข้อมูลทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวของกรมส่งเสริมการเกษตร และนำไปคัดเลือกเฉพาะเกษตรกรที่อยู่ในพื้นที่ประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติฉุกเฉิน เนื่องจากประสบฝนแล้ง ฝนทิ้งช่วง และอุทกภัย ในปี 2562 เดือนมิถุนายน – กันยายน 2562 แล้วนำมาจัดทำบัญชีรายชื่อเป็นรายจังหวัด อำเภอ ตำบล และให้กรมส่งเสริมการเกษตรส่งบัญชีรายชื่อให้กับกรมการข้าว เพื่อจัดทำแผนส่งเมล็ดพันธุ์ข้าว นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว และศูนย์วิจัยข้าว จะกำกับ ดูแล ติดตาม การนำเมล็ดพันธุ์ข้าวที่เกษตรกรได้รับการสนันสนุนจากโครงการฯ ไปเพาะปลูก ให้คำแนะนำอัตราการปลูกที่เหมาะสม รวมถึงถ่ายทอดเทคโนโลยีการปลูกข้าวที่เหมาะสม เพื่อลดต้นทุนการผลิตแก่เกษตรกร รวมทั้งถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้เองแก่เกษตรกร


ทั้งนี้ จังหวัดนครราชสีมา มีพื้นที่ปลูกข้าว 3,524,504 ไร่ เกษตรกร 245,289 ครัวเรือน โดยในปี 2562 จังหวัดนครราชสีมามีเกษตรกรประสบภัยแล้งทั้งสิ้น 1,431,973 ไร่ เกษตรกร 142,588 ครัวเรือน มีเกษตรกรได้รับการจัดสรรเมล็ดพันธุ์ข้าวจำนวน 119,621 ครัวเรือน รวมเมล็ดพันธุ์ 9,689,583 กิโลกรัม จำแนกเป็นข้าว ขาวดอกมะลิ 105 จำนวน 9,486 ตัน ข้าว กข15 จำนวน 155 ตัน ข้าว กข6 จำนวน 2.830 ตัน และข้าวชัยนาท1 จำนวน 44 ตัน และสำหรับการมอบเมล็ดพันธุ์ในครั้งนี้ อำเภอโนนสูง มีเกษตรกรได้รับการจัดสรรเมล็ดพันธุ์ จำนวน 19,359 ครัวเรือน เมล็ดพันธุ์ข้าว จำนวน 1,710.122 ตัน อำเภอชุมพวง มีเกษตรกรได้รับการจัดสรรเมล็ดพันธุ์ จำนวน 3,832 ครัวเรือน เมล็ดพันธุ์ข้าว จำนวน 265.351 ตัน อำเภอห้วยแถลง มีเกษตรกรได้รับการจัดสรรเมล็ดพันธุ์ จำนวน 1,119 ครัวเรือน เมล็ดพันธุ์ข้าว 83.102 ตัน และอำเภอเฉลิมพระเกียรติ มีเกษตรกรได้รับการจัดสรรเมล็ดพันธุ์ จำนวน 1,330 ครัวเรือน เมล็ดพันธุ์ข้าว 82.142 ตัน


ทั้งนี้กรมการข้าวยังเตรียมเมล็ดข้าวพันธุ์ดีสำหรับจำหน่ายให้เกษตรกรทั่วไปอีก 15,000 ตันเพื่อให้ตรงกับความต้องการของเกษตรกรและแนวทางส่งเสริมการปลูกข้าวของกระทรวงเกษตรฯ จากการตรวจสอบความต้องการของตลาด โดยเฉพาะข้าวพื้นนุ่มหลายสายพันธุ์ที่รับรองพันธุ์แล้ว ในฤดูนาปี 2563-2564 ตั้งเป้าหมายการผลิตเมล็ดพันธุ์รวม 150,000 ตัน ผลิตโดยศูนย์วิจัยข้าวและศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว ร่วมกับศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวชุมชนรวมที่กรมการข้าวดูแลการผลิตให้ได้มาตรฐาน รวมทั้งหมดกว่า 600 ศูนย์ คาดว่า เมล็ดพันธุ์ที่ผลิตได้ในฤดูนาปีนี้จะสามารถนำไปเพาะปลูกในฤดูกาลถัดไปได้ถึง 45 ล้านไร่ มีทั้งพันธุ์ข้าวหอมมะลิ ข้าวหอมจังหวัด ข้าวปทุมธานี ข้าวขาว ข้าวพื้นนุ่มพันธุ์ต่างๆ ข้าว 5 เปอร์เซ็นต์ ข้าวแข็ง รวมทั้งข้าวเหนียวด้วย


นายประภัตร กล่าวเพิ่มเติมว่า " พลเอก ประยุทธ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีความห่วงใยต่อพี่น้องเกษตรกร จึงได้กำชับให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีแนวทางในการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกร โดยในวันนี้ นอกเหนือจากการมาแจกเมล็ดพันธุ์ข้าวให้กับเกษตรกรแล้ว ยังได้นำ เจ้าหน้าที่ จาก กรมปศุสัตว์มาชี้แจงต่อพี่น้องเกษตรกรที่ทำนา หรือประสบปัญหาเรื่องน้ำแล้ง ให้มีทางเลือกโดยหันมาเลี้ยงวัวหรือโคขุน ภายใต้โครงการเกษตรสร้างชาติ ที่จะมีการประกันราคาและจัดหาอาหารสัตว์ให้ ซึ่งจะถือเป็นอีกทางหนึ่งที่จะสร้างรายได้ให้กับพี่น้องเกษตรกรเพิ่มขึ้น พร้อมทั้งมอบหญ้าแห้งอัดฟ่อนให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงโคที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งด้วย"

สำนักงานอัยการสูงสุด” ห่วงใยสุขภาพเจ้าหน้าที่ ด้วยการใช้เทคโนโลยี ACTIVE PURE ฆ่าเชื้อโรคโควิด-19

posted May 14, 2020, 9:37 AM by siam coverage   [ updated May 14, 2020, 9:41 AM ]


​จากสถานการณ์การแพร่กระจายของโรคติดต่อเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 ที่ระบาดมาตั้งแต่ปลายปี 2562 กระทั่งองค์กรอนามัยโลก ประกาศให้เป็นโรคระบาดใหญ่ทั่วโลก (Pandemic) และยังระบาดไปทั่วโลกกว่า 210 ประเทศ จนมีจำนวนสะสมของผู้ป่วยมากกว่า 4,252,325 คน และเสียชีวิตแล้ว 287,137 คน ​หลายประเทศอย่าง สหรัฐ และ ญี่ปุ่น ดูเหมือนตัวเลขผู้ป่วย COVID-19 จะยังเพิ่มขึ้นไม่หยุด ทั้งยังแพร่กระจายไปในประเทศข้างเคียง จนรัฐบาลแต่ละชาติต้องออกมาตรการที่เข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ มารับมือกับการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 ที่ได้ส่งผลกระทบไปทั่วโลก



​ในประเทศไทย ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) รายงานล่าสุดมียอดผู้ติดเชื้อยืนยันสะสม 3,015 ราย ในจำนวนนี้มี 2,796 ราย ที่รักษาหายกลับบ้านแล้ว และมีผู้เสียชีวิตสะสม 56 ราย แม้ว่าประเทศไทยจะได้รับคำชื่นชมจากนานาชาติว่ารับมือกับสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 ได้ดี แต่ทุกภาคส่วนหน่วยงานรัฐ เอกชน ก็ต้องตระหนัก และไม่อยู่ในความประมาท ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพ และชีวิตของประชาชน


​สำนักงานอัยการสูงสุด. โดยท่านธีระวัฒน์ พุฒิบูรณวัฒน์ เลขานุการ สำนักงานอัยการสูงสุด มีความห่วงใยสุขภาพเจ้าหน้าที่ทุกคนของสำนักงานอัยการสูงสุด รวมถึงประชาชนที่มาติดต่อราชการ จึงได้ติดต่อบริษัท เอชบีพี อินโนเวชั่น จำกัด ทำการจัดซื้อเครื่องฟอกอากาศฆ่าเชื้อ AP 3000 ติดตั้งเทคโนโลยี ACTIVE PURE นวัตกรรมที่ใช้ในกระสวยอวกาศนาซ่า ของสหรัฐอเมริกา มีจุดเด่นในการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ตัดวงจรการติดเชื้อให้ได้ทั้งทางอากาศและบนพื้นผิว ป้องกันให้บุคลาการปลอดภัยต่อการติดเชื้อในระยะยาว รวมทั้งดับกลิ่น และกำจัดฝุ่นละออง PM 2.5 ได้ในเวลาเดียวกัน


​ล่าสุดบริษัท เฮลล์ เอนฮานซ์ เทค จำกัด โดยคุณ ราเมศ วัฒนเสลารัต กรรมการผู้จัดการ ตัวแทนบริษัทจากประเทศไทย ที่ได้รับลิขสิทธิ์ถูกต้องจากองค์การนาซ่า ได้เข้ามาทำการติดตั้งเครื่องฟอกอากาศฆ่าเชื้อ AP3000 จำนวน 20 ตัว ซึ่งจะติดตั้งโดยรอบสำนักอัยการสูงสุด


​คุณ ราเมศ วัฒนเสลารัต กรรมการผู้จัดการ บริษัท เฮลล์ เอนฮานซ์ เทค จำกัด เปิดเผยว่า สำหรับ เทคโนโลยี ACTIVE PURE ของเครื่องฟอกอากาศฆ่าเชื้อ AP3000 จะประกอบด้วยเทคโนโลยี RCI สามารถผลิตโฮโดรเจน เปอร์ออกไซด์ จาก(รังผึ้ง) ลิขสิทธิ์เฉพาะ ซึ่งทำหน้าที่กำจัดเชื้อโรคทุกชนิด และเชื้อไวรัสต่างๆ โดยเฉพาะเชื้อไวรัส COVID-19 ที่สามารถแพร่กระจายจากการสัมผัสบนพื้นผิวต่างๆ เช่น พื้น ลูกบิดประตู ราวบันได หรือเชื้อโรคที่กระจายอยู่ในอากาศ ได้อย่างดี ​นอกจากนั้นจะมี OZONE สามารถกำจัดกลิ่นที่ไม่พึงปรารถนา ด้วยการผลิตโอโซน ในปริมาณที่เหมะสม ไม่ว่ากลิ่นจะเกิดจากสาเหตุใด เช่น กลิ่นอาหาร ของเสีย ห้องน้ำ กลิ่นจากเชื้อรา และเทคโนโลยี ION สามารถกำจัดฝุ่นในอากาศ โดยการปล่อยประจุไอออน ยิงไปในอากาศเพื่อจับฝุ่นที่มีขนาดเล็ก เช่นฝุ่น PM2.5 ให้จับรวมตัวกันมีขนาดใหญ่แล้วตกลงพื้น ทำให้อากาศสะอาดบริสุทธิ์ ปลอดจากฝุ่นละออง ที่จะทำอันตรายให้กับปอด และสุขภาพของประชาชน ด้วย 3 เทคโนโลยี ACTIVE PURE ที่มีอยู่ในเครื่องเดียวกัน จึงทำให้แก้ปัญหา โรคที่มากับอากาศได้เป็นอย่างดี

แม่ทัพภาคที่ 1 และ CPF ลงพื้นที่คลองเตย ร่วมส่งอาหารคุณภาพจากใจ...สู่ชุมชน

posted Apr 28, 2020, 9:36 AM by siam coverage   [ updated Apr 28, 2020, 9:39 AM ]


(25 เมษายน 2563) พลโทธรรมนูญ วิถี แม่ทัพภาคที่ 1 และ นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) ดำเนินโครงการ “กองทัพภาคที่ 1 ร่วมกับ CPF ส่งอาหารคุณภาพจากใจ…สู่ชุมชน” บรรเทาความเดือดร้อนด้านอาหารแก่ประชาชนในชุมชนพัฒนาใหม่ (คั่วพริก) เขตคลองเตย ซึ่งได้รับผลกระทบจากวิกฤตโควิด19 โดยมี นายชาติชาย กุละนำพล ผู้ช่วยผู้อำนวยการเขตคลองเตย ร่วมงานด้วย


พลโทธรรมนูญ วิถี เปิดเผยว่า ยินดีที่กองทัพและซีพีเอฟ ได้ร่วมมือกันรังสรรค์สังคมแบ่งปันความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่ผู้ยากไร้ ในสถานการณ์ที่ประเทศกำลังต้องการความสามัคคีและร่วมแรงร่วมใจกันเช่นนี้ “โครงการกองทัพภาคที่ 1 ร่วมกับ CPF ส่งอาหารคุณภาพจากใจ…สู่ชุมชน” เป็นอีกบทบาทหนึ่งที่กองทัพและซีพีเอฟได้ดำเนินการเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนด้านอาหารการกินของพี่น้องประชาชนในชุมชนคลองเตย ช่วยให้ทุกคนได้อิ่มท้องและรับมือวิกฤตไวรัสนี้ได้อีกทางหนึ่ง


ด้าน นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ กล่าวว่า ในวันนี้ได้ลงพื้นที่ชุมชนพัฒนาใหม่ (คั่วพริก) ซึ่งเป็นชุมชนหนึ่งของเขตคลองเตย และได้ส่งกำลังใจให้พี่น้องด้วยอาหารแกงถุงที่รับประทานง่าย เพียงอุ่นร้อนโดยต้มทั้งถุงแกงในหม้อน้ำเดือด 5-7 นาทีก็พร้อมรับประทานได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องใช้ไมโครเวฟ การส่งมอบอาหารให้ประชาชนวันนี้ประกอบด้วยชาวชุมชนพัฒนาใหม่ (คั่วพริก) 
ชุมชนริมคลองไผ่สิงห์โต ชุมชนริมคลองสามัคคี ชุมชนตลาดปีนัง ชุมชนน้องใหม่ รวม 1,058 หลังคาเรือนในครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินโครงการ “กองทัพภาคที่ 1 ร่วมกับ CPF ส่งอาหารคุณภาพจากใจ…สู่ชุมชน” ซึ่งมอบอาหารแก่ประชากรทุกครัวเรือนในชุมชนแออัดเขตคลองเตยทั้ง 22 ชุมชน จำนวน 8,499 ครัวเรือน เพื่อช่วยเหลือประเทศชาติ ประชาชน ให้ก้าวผ่านวิกฤตไวรัสโควิด19 ไปด้วยกัน ภายใต้หลักคิด Good Citizen Organization กล่าวคือเป็นบริษัทที่ร่วมสร้างและดูแลสังคม ควบคู่ไปกับการดำเนินธุรกิจเพื่อสร้างคุณค่าให้กับประเทศ

ซีพีเอฟ จัดอาหารปลอดภัยราคาโดนใจ 20 บาท 1 ล้านกล่อง ช่วยเหลือคนไทยช่วงโควิด19

posted Apr 28, 2020, 9:22 AM by siam coverage   [ updated Apr 28, 2020, 9:23 AM ]


25 เมษายน 2563 -- บริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหารจำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ เปิดตัวแคมเปญ “ลดจริง..ไม่ทิ้งกัน ช่วยค่าครองชีพ” ในร้านซีพีเฟรชมาร์ท โดยลดราคาข้าวกล่องเหลือกล่องละ 20 บาท เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระของพี่น้องคนไทยช่วงวิกฤตโควิด19 ให้เข้าถึงอาหารคุณภาพดีในราคาประหยัดทั่วไทย


นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร ซีพีเอฟ กล่าวว่า ในช่วงที่คนไทยที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด19 บริษัทฯ ได้ร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์จัดกิจกรรมลดราคาพิเศษ อาหารข้าวกล่องหลายเมนู เช่น ข้าวอกไก่ซอสจิ้มแจ่ว ข้าวผัดไก่ย่างซอสเกาหลี ข้าวอกไก่ย่างซอสเกาหลี ข้าวไก่สไปซี่ ข้าวตับกระเทียม และข้าวไข่เจียว จำหน่ายในราคา 20 บาท เป็นอาหารคุณภาพมาตรฐานส่งออกที่บริษัทผลิตขึ้นมาเป็นพิเศษสำหรับคนไทยให้ได้อาหารคุณภาพดี อร่อยและปลอดภัยในราคาพิเศษสุด เพื่อช่วยลดค่าครองชีพของประชาขนในช่วงโควิด19 จำหน่ายในร้านซีพีเฟรชมาร์ท 147 สาขาทั่วกรุงเทพมหานครและภาคกลาง

 
“เราคัดเลือกสินค้าเป็นพิเศษและข้าวกล่องหลายเมนูที่สามารถอุ่นร้อนและทานได้ทันที จำนวน1 ล้านกล่องเพื่อช่วยค่าครองชีพคนไทย" นายประสิทธิ์ กล่าว นอกจากนี้ ผู้บริโภคยังจะได้รับส่วนลดเพิ่มเติมอีก5 บาท เมื่อซื้อครบ 5 กล่องและจ่ายเงินด้วย TrueWallet เพื่อเพิ่มความปลอดภัยลดสัมผัสจากการจ่ายเงินสด ซีพีเอฟ ยังได้คัดเลือกสินค้าอาหารเป็นพิเศษโดยเน้นอาหารที่เป็น" ครัวของบ้าน" เพื่อจำหน่ายในราคาพิเศษ ที่ร้านซีพี เฟรชมาร์ท 350 สาขาทั่วประเทศ


ทั้งนี้ ซีพีเอฟ ได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องในการส่งมอบอาหารคุณภาพดีและปลอดภัยภายใต้ “โครงการซีพีเอฟ ส่งอาหารจากใจร่วมต้านภัยโควิด19” ให้กับโรงพยาบาลของรัฐแล้ว 105 แห่ง ตลอดจนผู้เฝ้าระวังที่กลับจากประเทศเสี่ยงอีก 20,000 คน และยังคงเดินหน้า “โครงการซีพีเอฟ ส่งอาหารจากใจให้โรงพยาบาล ครอบครัวแพทย์-พยาบาล” ซึ่งกำลังทยอยส่งมอบอาหารในขณะนี้จำนวน 30,000 คน


"ซีพีเอฟ ดำเนินธุรกิจตามปรัชญา 3 ประโยชน์ คือประโยชน์ของประเทศชาติ ประชาชนและบริษัทเป็นอันดับสุดท้าย วันนี้ประเทศไทยอยู่ในภาวะวิกฤต เราต้องเสริมพลังให้ประเทศแข็งแกร่งมากขึ้น ให้ทุกคนร่วมฝ่าวิกฤตไปด้วยกัน " นายประสิทธิ์ กล่าว.

"จาก้า คอร์ป` ทุ่มเงิน40.5ล้านบาท เปิดตัวธุรกิจอุปกรณ์อิเลคทรอนิคและเครื่องเล่นเกมส์ และ Office Automation" สู้โควิช-19 มั่นใจเศรษฐกิจจะกลับมาเติบโตได้เหมือนเดิม

posted Apr 27, 2020, 11:17 AM by siam coverage   [ updated Apr 27, 2020, 11:19 PM ]


จาก้า คอร์ป จดทะเบียนตั้งบริษัทร่วมทุนกับภายใต้ชื่อ "บริษัท จาก้า คอร์ปอร์เรชั่น จำกัด" ด้วยทุนจดทะเบียน 40.5 ล้านบาท เพื่อประกอบกิจการจำหน่ายปลีก-ส่ง อุปกรณ์อิเลคทรอนิค เครื่องเล่นเกมส์ รวมถึง จำหน่ายและให้เช่า อุปกรณ์สำนักงานแบบครบวงจร( Office Automation) 


นางสาว จิณณ์ธิตา จันทสุวรรณสิน กรรมการผู้จัดการใหญ่ "บริษัท จาก้า คอร์ปอร์เรชั่น จำกัด"ได้ เปิดเผยต่อสื่อว่า เดิมทีเราได้ประกอบธุกิจดังกล่าวมาได้ระยะหนึ่งแล้ว ในรูปแบบทะเบียนพาณิชย์ ถึงวันนี้บริษัทเรามียอดขายและฐานลูกค้าที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในส่วนของธุรกิจจำหน่ายและให้เช่าอุปกรณ์สำนักงาน เราให้บริการให้เช่าเครื่องถ่ายเอกสาร , เครื่องคอมพิวเตอร์ , ipad , Macbook PC ฯลฯ เรามีฐานลูกค้าระยะยาวและเป็นบริษัทขนาดกลางจนถึงขนาดใหญ่ที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ รวมถึง สถานศึกษา , สำนักงานต่างๆ มากมาย โดยแผนงานในอนาคตอันใกล้นี้ เราจะขยายฐานลูกค้าเพิ่มอย่างต่อเนื่อง โดยรักษาฐานลูกค้าเก่าไว้ให้ได้อย่างเหนียวแน่น" 




สำหรับในส่วนของธุรกิจจำหน่ายปลีก-ส่งอุปกรณ์อิเลคทรอนิคและเครื่องเล่นเกมส์ นายกรพรหม ชุติชูเดช ผู้จัดการทั่วไป กล่าวว่า "ขณะนี้เราอยู่ระหว่างขยายสาขาร้านในแบรนด์ "A.JAKA" ในห้างสรรรพสินค้า กลุ่มThe Mall Group และ Central Groupให้ครบทุกสาขาทั่วประเทศ และในส่วนของการตลาดออนไลน์นั้น ยอดขายก็ยังเติบโตได้ต่อเนื่อง โดยเฉพาะการระบาดไวรัสCovid-19ขณะนี้ ได้ส่งผลดีให้ยอดจำหน่ายเครื่องเกมส์และอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน ทุกประเภทเติบโตถึง100%


นางสาวจิณณ์ธิตา กล่าวว่า บริษัทมีเป้าหมายที่จะนำบริษัทเสนอขายโทเคนดิจิตัลหรือ "ICO Portal" ภายใน1-2 ปีนี้ค่ะ เพื่อนำเงินทุนมาขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง และขยายสต็อกอุปกรณ์อิเลคทรอนิค , เครื่องใช้สำนักงาน ทั้งนี้ บริษัทยังได้วางแผนจัดงานอีเวนท์โดยจะเป็นงานแข่งขันเกมส์ งานแสดงเกมส์ รวมถึงการจัดแสดงโรดโชว์ต่างๆ โดยได้รับเกียติจาก นายปรัชญา ปิ่นแก้ว ผู้กำกับภาพยนต์ขื่อดังของไทย ได้เข้ามานั่งเป็นหนึ่งในกรรมการบริษัทฯ เพื่อดูแลงานส่วนนี้โดยตรงอีกด้วยค่ะ โดยปีนี้แม้สถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิล 19 จะทำส่งผลให้เกิดปัญหาต่อเศรษฐกิจทั้งประเทศไทยและต่อทุกประเทศทั่วโลกก็ตาม และส่งผลต่อแผนการดำเนินงานของเราก็ตาม ปีนี้เราได้วางเป้าหมายผลกำไรไว้ที่ 120 ล้านบาท ถ้าการระบาดของโควิช-19 หยุดลง สถานการณ์ดีขึ้น เศรษฐกิจจะกลับมาฟื้นตัวอย่างแนานอนค่ะ 



ท่านสามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
https://www.facebook.com/OA-JAKA-351432735410731/
https://www.facebook.com/A-JAKA-226575528192327/

@ เมืองสอยดาว ดินแดนแห่งรัก สอยดาวจับมือทุกภาคส่วน สร้างความมั่นคงทางอาหาร ฝ่าวิกฤต COVID - 19

posted Apr 17, 2020, 8:15 AM by siam coverage   [ updated Apr 17, 2020, 8:31 AM ]


จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID -19 ส่งผลกระทบให้เศรษฐกิจของประเทศไทยชะลอตัว กรมการพัฒนาชุมชนจึงได้น้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการดำเนินชีวิต เพื่อเป็นทางออกและนำพาประเทศรอดพ้นวิกฤตได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับประชาชนถือเป็นความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องดำเนินการตามแผนปฎิบัติการ 90 วัน “ปลูกผักสวนครัว เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร” ซึ่งเป็นการลดรายจ่ายให้แก่ประชาชน และเป็นแหล่งอาหารในครัวเรือนที่ปลอดภัยในยามวิกฤตเช่นนี้



สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอสอยดาว จังหวัดจันทบุรี จึงได้บูรณาการร่วมกับส่วนราชการ องค์กร และเครือข่าย เช่นที่ทำการปกครอง องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น สาธารณสุข เกษตร กศน. ผู้นำอาสาพัฒนาชุมชน เครือข่ายกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี เครือข่ายกองทุนในชุมชน เป็นต้น โดยเริ่มจากบ้านของผู้นำต่างๆ ทำให้เป็นตัวอย่าง ต้นแบบ และขยายผลไปสู่ประชาชนทุกครัวเรือน ในอำเภอสอยดาว








ในวันที่ 16 เมษายน 2563 เวลา 16.00 น. นายขวัฒน์ ฉมังลาภ ปลัดอาวุโส รักษาราชการแทนนายอำเภอสอยดาว จึงได้เชิญชวน รณรงค์ ส่วนราชการ ส่วนท้องที่ ส่วนท้องถิ่น องค์กร เครือข่าย มาทำกิจกรรม “ นายอำเภอ ชวนคนสอยดาวปลูกผักสวนครัว” โดยใช้ที่ว่างบริเวณที่พักของตนเองในการดำเนินจัดทำแปลงผัก เพื่อเป็นต้นแบบให้แก่ชาวอำเภอสอยดาว และให้ผู้นำทัองที่ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำท้องถิ่น ดำเนินการจัดทำและขยายผลให้ครอบคลุมทุกครัวเรือน ก็จะทำให้เกิดความมั่นคงทางอาหาร ความปลอดภัยต่อสุขภาพ ลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน อย่างต่อเนื่อง ทำให้ “บ้านเราพอเพียง พึ่งพาตนเอง เอื้อเฟื้อเผื้อแผ่ ปลูกผักกินเอง” ได้อย่างยั่งยืนต่อไป

พช.สอยดาว ภาพ/ข่าว

กรมการค้าภายใน เผยสำรวจล่าสุด ภาคเอกชน และประชาชนส่วนใหญ่ ขานรับมาตรการยาและเวชภัณฑ์ และค่าบริการรักษาพยาบาล

posted Apr 3, 2020, 10:16 PM by siam coverage   [ updated Apr 3, 2020, 10:19 PM ]


​กรุงเทพฯ -3 เมษายน 2563 : กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เผยผลสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับมาตรการกำกับดูแลยา เวชภัณฑ์ และค่าบริการรักษาพยาบาล พบว่า หน่วยงานเอกชนและผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้อง รวมถึงประชาชนส่วนใหญ่ ขานรับมาตรการดังกล่าว เพราะทำให้เกิดประโยชน์ในภาพรวมต่อทุกฝ่าย

นายประโยชน์ เพ็ญสุต รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า จากการที่กรมฯ ได้ออกมาตรการกำหนดให้โรงพยาบาลเอกชนแจ้งข้อมูลราคาซื้อและราคาจำหน่ายยา เวชภัณฑ์ และค่าบริการรักษาพยาบาล บริการทางการแพทย์ และบริการอื่นของสถานพยาบาลผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อนำมาเป็นฐานข้อมูลในการจัดทำ QR Code และให้โรงพยาบาลเอกชนติดตั้งภายในบริเวณโรงพยาบาล เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบและเปรียบเทียบราคาได้ตั้งแต่วันที่ 16 สิงหาคม 2562 ผ่านสมาร์ทโฟน และจากเว็บไซต์กรมการค้าภายใน (www.dit.go.th) และเพื่อจะทราบข้อคิดเห็น ความพึงพอใจ รวมถึงผลกระทบจากมาตรการดังกล่าว กรมการค้าภายใน จึงได้ศึกษาและสำรวจความคิดเห็นประชาชนและหน่วยงานภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง
การสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับผลมาตรการดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อนำข้อมูลมาเป็นแนวทางปรับปรุงในการกำกับดูแลราคายา เวชภัณฑ์ และค่าบริการรักษาพยาบาล บริการทางการแพทย์ และบริการอื่นของสถานพยาบาลในโรงพยาบาลเอกชน เกี่ยวกับการรักษาพยาบาล และการใช้ระบบค้นหาและเปรียบเทียบราคายาในโรงพยาบาลเอกชน โดยสำรวจกลุ่มเป้าหมาย 4 กลุ่ม ด้วยกัน ได้แก่ โรงพยาบาลเอกชน ผู้เข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่องในโรงพยาบาลเอกชน ผู้ประกอบการร้านขายยา และบริษัทประกันชีวิตและประกันภัย

ผลการสำรวจ พบว่า ภาคประชาชน เห็นว่าเป็นมาตรการที่เป็นประโยชน์มาก และให้ดำเนินการมาตรการนี้ต่อไปเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ ภาคผู้ประกอบการทั้งกลุ่มโรงพยาบาลเอกชน บริษัทประกันฯ มองว่าไม่ได้รับผลกระทบกับมาตรการนี้ และส่วนใหญ่เห็นว่าเป็นมาตรการที่เป็นประโยชน์ และเห็นควรให้ดำเนินการมาตรการนี้ต่อไปเช่นกัน สำหรับการใช้บริการระบบค้นหาและเปรียบเทียบราคายาในโรงพยาบาลเอกชน ภาคประชาชนมีความพึงพอใจต่อการใช้บริการ โดยคะแนนค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 4.05 จากคะแนนเต็ม 5 คะแนน

นอกจากนี้ในรายงานการสำรวจความคิดเห็นยังระบุถึงข้อเสนอแนะที่น่าสนใจจากกลุ่มเป้าหมายต่างๆ เพื่อนำมาใช้ ประกอบการพิจารณามาตรการในอนาคต ได้แก่ ให้มีขยายการกำกับดูแลค่าใช้จ่ายอื่นๆ นอกเหนือจากราคายา ทำการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรู้จักและเข้าไปใช้งาน QR Code มากขึ้น และขยายผลให้ครอบคลุมรายการยามากขึ้น ในส่วนของการใช้งาน QR Code ส่วนใหญ่อยากให้ทางโรงพยาบาลเอกชนที่ไปใช้บริการมีการประชาสัมพันธ์และชี้แจงรายละเอียดให้มากขึ้น รวมถึงเพิ่มช่องทางในการเข้าถึง เช่น จัดทำเป็นบาร์โค้ด เอกสาร โบว์ชัวร์ และจัดทำเนื้อหาเป็นภาษาไทยจะได้เข้าใจง่ายขึ้น นอกจากนี้ควรมีการออกใบรับรองให้กับโรงพยาบาล เพื่อสร้างความมั่นใจว่าโรงพยาบาลได้ปฏิบัติตามกระทรวงพาณิชย์แล้ว สำหรับกรณีมีการจำหน่ายราคาสูงควรมีการดำเนินการอย่างจริงจัง ในส่วนของการประเมินค่ารักษาเบื้องต้นของโรงพยาบาล อยากให้มีการกำหนดมาตรฐานราคายาของทุกโรงพยาบาลให้เป็นแบบเดียวกัน และการกำหนดบทลงโทษอย่างจริงจังหากมีการฝ่าฝืน


โดยผลการสำรวจในครั้งนี้กรมการค้าภายใน จะนำมาประกอบการพิจารณาในการกำกับดูแลต่อไป เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและเป็นธรรมเกี่ยวกับค่ารักษาพยาบาลในทุกภาคส่วน และเพิ่มช่องทางให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลราคายา ค่ารักษาพยาบาลได้อย่างเท่าเทียมทุกภาคส่วน


อนึ่งกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์อยู่ระหว่างการประสานกับกระทรวงสาธารณสุขเรื่องค่าบริการตรวจรักษาโรคโควิด 19 เพื่อให้เป็นมาตรฐานและมีความเป็นธรรมต่อทุกภาคส่วน

ประกาศผล Kid-D Family ปี 2 รอบ Grand Final

posted Mar 30, 2020, 2:35 AM by siam coverage   [ updated Mar 30, 2020, 2:36 AM ]


ตัวแทนผู้บริหารระดับสูงผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย(อ.ส.ค.) ร่วมเป็รกรรมการตัดสิน โครงการสร้างชาติ สร้างเด็กไทย ด้วยนมไทย-เดนมาร์ค Kid-D Family ปี 2 “ค้นหาอัจฉริยภาพบนความสุขที่แท้จริง” รอบ Grand Final และได้รับเกียรติจาก รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม, ผศ.ดร.ปนัดดา ธนเศรษฐกร สาขาพัฒนาการมนุษย์ มหาวิทยาลัยมหิดล, คุณณัฐธีร์ โกศลพิศิษฐ์ และคุณพนิดา เอี่ยมศิรินพกุล เป็นประธานในการตัดสินครั้งนี้ ณ ร้าน Thai-Denmark Milk Land สาขาสุขสยาม ชั้น UG ศูนย์การค้า ICON SIAM กรุงเทพฯ เมื่อเร็วๆนี้

ไทย-เดนมาร์คคว้ารางวัลแบรนด์ที่น่าเชื่อถือที่สุด

posted Mar 30, 2020, 2:23 AM by siam coverage   [ updated Mar 30, 2020, 2:25 AM ]


องค์การส่งเสริมกิจการโคมแห่งประเทศไทย(อ.ส.ค)​เข้ารับรางวัล Thailand Most Admired Brand แบรนด์ที่น่าเชื่อถือที่สุด หมวดอาหาร และเครื่องดื่ม กลุ่มนมพร้อมดื่มยูเอชที ซึ่ง นมไทย-เดนมาร์ค ได้รับความน่าเชื่อถือและไว้วางใจมากที่สุดจากผู้บริโภค ในงาน 2020 Thailand’s Most Admired Brand ภายใต้ธีม 20 Years BrandAge Brand Love Journey ณ ห้องวิภาวดีบอลรูม โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ แอท เซ็นทรัลพลาซ่าลาดพร้าว กรุงเทพฯ​ เมื่อเร็วๆนี้

1-10 of 510