Siamcoverage TH


แรงงานปทุมธานีผนึกแอร์มาเวล ยกระดับช่างเครื่องปรับอากาศ

posted Aug 4, 2020, 3:36 AM by siam coverage   [ updated Aug 4, 2020, 3:41 AM ]



สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 14 (ปทุมธานี) หนุนผู้ประกอบการเร่งยกระดับแรงงานช่างเครื่องปรับอากาศ แนะนำแรงงานไปทดสอบฝีมือแรงงานเพื่อรับใบรับรองฝีมือช่างให้พร้อมรองรับการประกาศใช้บังคับตามกฏหมาย “มาเวล” สบช่องจัดฝึกอบรมศูนย์บริการรุ่นที่ 1 ทันทีก่อนจัดต่อเนื่องในปีหน้าหมุนเวียนทั่วประเทศ



คุณวิจิตรา บูรณะวานิช ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 14 ปทุมธานี กล่าวในโอกาสเป็นประธานพิธีเปิดการสัมมนา “หลักสูตรการฝึกยกระดับฝีมือสาขาการพัฒนาการเป็นผู้ประกอบการทางด้านช่างเครื่องปรับอากาศสู่มืออาชีพ” ให้กับศูนย์จำหน่ายของบริษัท มาเวล คอร์ปอเรชั่น จำกัดทั่วประเทศ ว่า ตามที่รัฐบาลโดยกระทรวงแรงงานนำเสนอเตรียมออกข้อบังคับให้วิชาชีพ “ช่างเครื่องปรับอากาศ” เป็นวิชาชีพต้องควบคุม ดังเช่นเดียวกับช่างไฟฟ้าที่มีประกาศออกมาบังคับใช้แล้ว นับว่าเป็นหนังสือรับรองการประกอบอาชีพให้ช่างเครื่องปรับอากาศแต่ละคนนั่นเอง โดยจะมีโทษปรับกับตัวนายช่างคนนั้นๆกับนายจ้างต้นสังกัด

ดังนั้นหากเสร็จสิ้นการอบรมดังกล่าว ช่างแต่ละคนแม้จะอยู่จังหวัดใดก็ตามสามารถที่จะให้ช่างเครื่องปรับอากาศเข้าติดต่อเพื่อทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงาน เนื่องจากหากประกาศดังกล่าวมีผลบังคับใช้ อาจจะมีผู้สนใจเข้าไปเร่งดำเนินการจำนวนมาก จึงอาจไม่สะดวกต่อผู้ที่จะเข้าไปติดต่อดำเนินการ หรือจะเสียโอกาสในการประกอบอาชีพสำหรับช่างไปในที่สุดได้อีกด้วย



“แนะนำให้รีบเข้าไปทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานกับหน่วยงานของกรมพัฒนาฝีมือแรงงานในแต่ละพื้นที่ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ครบทุกจังหวัด หากผ่านการทดสอบจะได้รับใบประกาศรับรองการเป็นช่างปรับอากาศอย่างถูกต้องตามกฏหมายต่อไป”


ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 14 ปทุมธานี กล่าวอีกว่า ประการสำคัญนอกจากจะมีมือด้านช่างเครื่องปรับอากาศแล้วต้องมีจิตวิญญาณในการปฏิบัติหน้าที่ด้วย เนื่องจากตนเคยประสบปัญหาของช่างเครื่องปรับอากาศมาด้วยตนเอง ประการหนึ่งนั้นปัจจุบันเครื่องปรับอากาศยี่ห้อต่างๆล้วนแข่งขันกันด้วยนวัตกรรมทันสมัย ช่างจึงต้องพยายามขวนขวยเรียนรู้ยิ่งๆขึ้นไป แต่การจะแข่งขันกันได้อยู่ที่เรื่องการบริการ หรือบริการหลังการขาย ซึ่งเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์และต้องเร่งปลูกฝังไปที่ช่างทุกคน



ด้านคุณปริญญา มานวงค์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท มาเวล คอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่า ภายในงานได้นำเสนอความรู้หลากหลายให้ผู้เข้ารับสัมมนาได้เรียนรู้ ได้แก่ มาตรฐานการผลิต มาตรฐานการควบคุมตรวจสอบคุณภาพของผลิตภัณฑ์ แนะนำผลิตภัณฑ์เครื่องปรับอากาศมาเวล กระบวนการและขั้นตอนดำเนินการแจ้งเคลม การเปิดใบงานซ่อม มาตรฐานศูนย์ ASC มาตรฐานการแต่งกายของช่างเซอร์วิส ASC เทคนิคการวิเคราะห์อาการเสียเบื้องต้นและวิธีการแก้ไข วิธีการวัดและตรวจสอบอะไหล่ ความหมาย Error Code ปัญหาและข้อขัดข้องที่พบบ่อยในเครื่องปรับอากาศ ตลอดจนการเวิร์คชอปแต่ละทีมในการซ่อมงานและเขียนใบงานส่ง เพื่อเรียนรู้จริงในภาคปฏิบัติและแลกเปลี่ยนข้อมูลต่อกันพร้อมมอบวุฒิบัตรให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาในครั้งนี้ด้วย

นอกจากนั้นในภาคปฏิบัติ “มาเวล” ยังได้นำผู้เข้าอบรมสัมมนาทุกคนเยี่ยมชมโรงงานพร้อมแนะนำทีมงาน และบริษัท มาเวล คอร์ปอเรชั่น จำกัด อีกทั้งยังได้กล่าวถึงมาตรฐาน เงื่อนไข กระบวนการและขั้นตอนการเบิกอะไหล่ ราคาอะไหล่และวงเงินรับประกันในการสั่งซื้ออะไหล่ ขั้นตอนในการเบิกค่าแรงของศูนย์บริการอีกด้วย

อ.ส.ค.ทุ่ม 86 ล้านผุดสำนักงานที่กรุงเทพ รองรับการก้าวสู่ผู้นำอุตสาหกรรม

posted Aug 3, 2020, 8:39 PM by siam coverage   [ updated Aug 3, 2020, 8:42 PM ]



“มนัญญา” นำทัพวางศิลาฤกษ์สำนักงานอ.ส.ค.กรุงเทพ ทุ่ม86 ล้านบาทเนรมิตที่ทำการนมไทย-เดนมาร์คแล้วเสร็จก.ค.64 พร้อมผลักดันนมไทย-เดนมาร์คขึ้นแทนผู้นำอุตสาหกรรมนมทั้งในและต่างประเทศ และสืบสาน ต่อยอด โคนมอาชีพพระราชทานตาม
พระราชปณิธานของในหลวงรัชกาลที่9และรัชกาลที่ 10 สืบไป



วันนี้( 3สิงหาคม 63) ณ บริเวณพื้นที่สำนักงานสหกรณ์จังหวัดปทุมธานี อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เดินทางมาเป็นประธานพิธีวางศิลาฤกษ์อาคารสำนักงานองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย(อ.ส.ค.) กรุงเทพฯ โดยช่วงเช้าได้มีการประกอบพิธีสงฆ์โดยได้รับเกียรติจาก​ท่านพระมหาราชครูศรีวิสุทธิคุณเป็นประธานในพิธี จากนั้นช่วงบ่ายได้มีการประกอบพิธีบวงสรวงเทพยาดา บูชากฤษ์



​นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะผู้กำกับดูแลอ.ส.ค.กล่าวว่า ปัจจุบันองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย อ.ส.ค. เป็นรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดตั้งขึ้นเพื่อทำหน้าที่ส่งเสริมกิจการด้านโคนม ตลอดจนช่วยเหลือ แนะนำและให้คำปรึกษาแก่เกษตรกร รวมไปถึงส่งเสริมและสนับสนุนการบริโภคนมและและผลิตภัณฑ์นมในประเทศและดำเนินกิจกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องหรือต่อเนื่องกับการส่งเสริมกิจการด้านธุรกิจอุตสาหกรรมโคนมและธุรกิจอุตสาหกรรมโคนม ที่สำคัญคือเป็นองค์กรหลักที่ทำหน้าที่ในขับเคลื่อนการสืบสาน ต่อยอด โคนมอาชีพพระราชทานตามพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร”(รัชกาลที่ 9)ที่ทรงได้พระราชทานอาชีพโคนมให้กับคนไทย เนื่องจากทรงเล็งเห็นว่าอาชีพการเลี้ยงโคนมจะช่วยให้ชาวไทยได้บริโภคนมที่มีคุณค่าและประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกาย อีกทั้งยังช่วยให้เกษตรกรไทยได้มีอาชีพที่มั่นคง ยั่งยืนชั่วลูก ชั่วหลานสืบไป



ปัจจุบันอ.ส.ค.ได้พัฒนาตัวเองเป็นองค์กรชั้นนำด้านอุตสาหกรรมนมที่ได้รับการยอมรับทั้งในและกลุ่มประเทศอาเซียน และเป็นผู้ผลิตผลิตภัณฑ์นมตราไทย-เดนมาร์ค เป็นเจ้าแรกที่ผลิตนมจากน้ำนมโคสด 100% ไม่มีการผสมนมผงแต่อย่างใด จนที่เป็นที่ยอมรับในกลุ่มผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศอย่างกว้างขวาง โดยปัจจุบันครองสัดส่วนการจำหน่ายในตลาดเป็นอันดับหนึ่งของประเทศ จะเห็นว่าอ.ส.ค.มีการพัฒนาและเติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่ปัจจุบันอ.ส.คกรุงเทพยังไม่มีที่ทำการของตัวเองต้องเช่าพื้นที่อาคารขององค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก เป็นอาคารสำนักงาน อ.ส.ค. กรุงเทพฯ ซึ่งมีสภาพคับแคบไม่เพียงพอ ทั้งในส่วนพื้นที่ใช้สอยในสำนักงานและพื้นที่จอดรถของบุคคลากรภายในองค์กรและผู้มาติดต่อประสานงานรวมทั้งค่าใช้จ่ายในการเช่าพื้นที่ที่เพิ่มสูงขึ้นเป็นประจำทุกปี จากปัญหาดังกล่าว อ.ส.ค. จึงได้จัดทำโครงการก่อสร้างอาคารสำนักงาน อ.ส.ค. กรุงเทพฯ ซึ่งคณะกรรมการ อ.ส.ค. ได้อนุมัติงบประมาณเพื่อก่อสร้างอาคารสำนักงาน อ.ส.ค. กรุงเทพฯ เป็นการถาวรโดยใช้งบประมาณการก่อสร้างเฟสแรก 50 ล้านบาท เฟสสอง 36 ล้านบาท รวมทั้งสิ้น 86 ล้านบาท ซึ่งจะดำเนินการ่อสร้างแล้วเสร็จในเดือนกรกฎาคม 2564


"ปัจจุบัน อ.ส.ค. เร่งพัฒนานมไทย-เดนมาร์ค ก้าวสู่แบรนด์นมแห่งชาติ พร้อมสืบสาน รักษา ต่อยอด ศาสตร์พระราชาด้านการพัฒนาโคนมให้เป็นอาชีพที่มีความมั่นคงและยั่งยืน โดยมียอดขายในปี 2562อยู่ประมาณ 10,000 ล้านบาท ส่วนปี 63 ปรับกลยุทธ์การแข่งเดือดในสมรภูมิอุตสาหกรรมนม วางเป้ายอดขาย ปี 63 อยู่ที่ 11,130 ล้านบาทและในอนาคตตนได้ให้นโยบายให้อ.ส.ค.เร่งพัฒนา วิจัยผลิตภัณฑ์ใหม่ออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่องเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดรวมทั้งเจาะตลาดต่างประเทศให้กว้างขวางมากขึ้น เพื่อรองรับการขยายเติบโตของอุตสาหกรรมนมทั้งในและต่างประเทศในอนาคต” นางสาวมนัญญา กล่าว


ด้านนายสุชาติ จริยาเลิศศักดิ์ รองผู้อำนวยการ ทำการแทนผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย หรือ อ.ส.ค. กล่าวว่า สำหรับสำนักงาน อ.ส.ค. กรุงเทพฯ แห่งใหม่นี้ แบ่งพื้นที่ออกเป็น 3 ส่วนหลัก คือ


1.พื้นที่ส่วนอาคารสำนักงานสูง 3 ชั้น 
2.พื้นที่ส่วนลานจอดรถและสวนหย่อม 
3.พื้นที่ส่วนโรงอาหาร และ ร้าน Thai – Denmark Milk Land สร้างบนพื้นที่ 3 ไร่ 2 งาน 50 ตารางวา ในพื้นที่ราชพัสดุ 
แปลงหมายเลขทะเบียน ปท. 558 ตำบลคลองหนึ่ง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ของ สำนักงานสหกรณ์จังหวัดปทุมธานี 
กรมส่งเสริมสหกรณ์

ก้าวต่อไปเศรษฐกิจไทย-จีน

posted Jul 30, 2020, 8:33 PM by siam coverage   [ updated Jul 31, 2020, 12:13 AM ]

B

สมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน ระดมผู้เยี่ยมยุทธทั้งราชการ-เอกชน ทั้งไทยและจีนร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูล มุมมองเพื่อค้นหาคำตอบและทางออกให้เศรษฐกิจสองประเทศจับมือเดินหน้าฝ่าโควิด

นายชัยวัฒน์ วนิชวัฒนะ นายกสมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน เปิดเผยว่า ในโอกาสครบรอบ 6 ปี ก้าวสู่ปีที่ 7 ของ “สมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน” และการครบรอบ 45 ปีของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีน คณะกรรมการสมาคมฯเห็นสมควรจัดการสัมมนาเรื่อง “ก้าวต่อไปเศรษฐกิจไทย-จีน” ในวันพฤหัสบดีที่ 20 สิงหาคม 2563 เวลา 13.00-17.00 น. ที่ห้องบอลรูม 1 โรงแรมดิเอมเมอรัลด์ ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพฯ เพื่อร่วมนำพาประเทศไทยและจีนให้ก้าวผ่านนานาอุปสรรคอันเนื่องจากการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19


อุบัติการณ์โรคใหม่ของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ 2019 หรือ “COVID-19” ที่ตรวจพบเมื่อปลายปี 2019 ที่เมืองอูฮั่น มณฑลหูเป่ย สาธารณรัฐประชาชนจีน แล้วแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วช่วงต้นปี 2020 ไปทั่วประเทศจีนและปัจจุบันแพร่ไปแล้วทั่วโลกโดยยังไม่มีทีท่าว่าจะสงบนั้น ไม่เพียงจะมีผู้ติดเชื้อ มีผู้ป่วยและเสียชีวิตจำนวนมากแล้ว ยังได้สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจต่อนานาประเทศทั่วทุกภูมิภาคของโลก โดยเศรษฐกิจของไทยที่เชื่อมโยงกับจีนนั้นเห็นผลสะเทือนชัดในด้านอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว การค้า การลงทุน แม้กระทั่งด้านการศึกษา

การจัดสัมมนาครั้งนี้ได้เชิญผู้เชี่ยวชาญ ผู้ทรงคุณวุฒิ ทั้งไทยและจีนมาช่วยกันหาคำตอบและทางออกว่าในครึ่งปีหลังต่อเนื่องถึงอนาคตอันใกล้ ไทยกับจีนควรจะก้าวเดินกันต่อไปอย่างไร ทั้งนี้ได้เชิญนายหยาง ซิน อุปทูต สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำประเทศไทย กล่าวปาฐกถาพิเศษ “การต่อสู้ไวรัส COVID-19 เพื่อชาวจีนและชาวโลก”





หลังจากนั้นเป็นเวทีเสวนาหัวข้อ “ ก้าวต่อไปเศรษฐกิจไทย-จีน โอกาสหรืออุปสรรคหลังโควิด” โดยมีนายหลี่ เฟิง ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารแห่งประเทศจีน (ไทย) จำกัด (มหาชน) ดร.ธารากร วุฒิสถิรกูล นายกสมาคมการค้าการลงทุนเส้นทางสายไหมไทย-จีน ผศ.ดร.ปิติ ศรีแสงนาม ผู้อำนวยการศูนย์เศรษฐกิจระหว่างประเทศ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นายอนันต์ วงค์เบญจรัตน์ อธิบดีกรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และนายประคัลร์ กอดำรงค์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาตลาดและธุรกิจไทยในต่างประเทศ 1 กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เป็นวิทยากรร่วมการเสวนา

ผู้สนใจเข้าฟังการสัมมนาสามารถแจ้งสำรองที่นั่งโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ทาง LINE : 081-9156262 , E-mail : tcjapress.com , Facebook : สมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน จำกัดจำนวนเพียง 100 ท่าน

สทท. จัดกิจกรรม"สื่อสัญจร ระยองฮิ ปลอดโควิด" สานสัมพันธ์ กิน-ดื่ม-เที่ยว

posted Jul 30, 2020, 5:19 AM by siam coverage   [ updated Aug 2, 2020, 11:33 AM ]


จากสถานการณ์วิกฤตด้านเศรษฐกิจ ซ้ำร้ายการเเพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 กลับมาอีกระลอกใหม่ในพื้นที่จังหวัดระยอง สร้างความวิตกกังวลให้เเก่นักลงทุนเเละประชาชน ทั้งภายในเเละจังหวัดใกล้เคียงเป็นอย่างมาก สภาอุตหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) จึงได้พาสื่อสัญจรลงพื้นที่ชุมชนจังหวัดระยอง สร้างความมั่นใจว่าพื้นที่ในจังหวัดยังคงปลอดภัยไร้การเเพร่เชื้อโรคโควิด-19 ระหว่างวันที่ 25-26 กรกฎาคมที่ผ่านมา



โดยกิจกรรม กิน-ดื่ม-เที่ยว ในครั้งนี้ สทท. ได้พาเยือนเเหล่งเรียนรู้ดีเด่นด้านเศรษฐกิจพอเพียง สัมผัสวิถีบ้านนอกในมุมเรียบง่าย เเต่ไม่ล้าหลัง ณ บ้านจำรุง ตำบลเนินฆ้อ อำเภอเเกลง ซึ่งถือเป็นพื้นที่เรียนรู้การเกษตรต้นเเบบฉบับชาวบ้านต้น ที่จัดตั้งขึ้นจากการพึ่งพาตนเองตามธรรมชาติของคนชุมชน ในพื้นที่มีทั้งโฮมสเตย์ รถรางชมสวน เเปลงเกษตรปลอดสารเคมี มีความน่าสนใจที้หลากหลาย สมฉายามหาวิทยาลัยบ้านนอกเมืองระยอง

จากนั้นล้อหมุนต่อไปยัง"บ้านมาบเหลาชะโอน" หมู่บ้าน OTOP เพื่อการท่องเที่ยว เเหล่งจักสานบ้านกวีหมู่5 ตำบลซากพง อำเภอแกลง จังหวัดระยอง ศูนย์รวมภูมิปัญญาเก่าเเก่ที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นมายาวนานกว่า200 ปี จากกระจูดสู่เครื่องสานที่เป็นสินค้าที่ได้รับความนิยมเช่นทุกวันนี้โดยกิจกรรมพาสื่อสัญจรในครั้งนี้ คณะสื่อมวลชนได้เดินทางไปพัก ณ ตำนานป่า รีสอร์ท 



ภายใต้การสนับสนุนจาก นายชัยรัตน์ ไตรรัตนจรัสพร ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย นายบรรเจิด อัญชลิพงศ์ ผู้บริหารโรงแรม เดอะบาซาร์ รัชดาภิเษก โดยมีนายไพรัตน์ อรุณเวสสะเศรษฐ นายกเทศมนตรีตำบลบ้านเพ ให้การต้อนรับ 


นายชัยรัตน์ ไตรรัตนจรัสพร ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ได้กล่าวถึงกิจกรรมสัญจรในครั้งนี้ว่าเป็นหนึ่งในมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจพื้นที่จังหวัดระยองในมิติด้านการท่องเที่ยวให้กลับมาเหมือนเดิม แม้ว่าจะมีการคลายล็อก และเริ่มมีนักท่องเที่ยวชาวไทยเดินทางเข้ามาในพื้นที่บ้างแล้วก็ตาม แต่การที่นักท่องเที่ยวได้ยกเลิกการเดินทาง 100% ส่งผลกระทบในพื้นที่ใกล้เคียงในแถบจังหวัดทางภาคตะวันออกที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเพียง 30% เท่านั้น แนวทางแก้ปัญหาจากสถานการณ์โควิด-19 ในปัจจุบันมีผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงกว่า 8,000 ราย เข้ารับการตรวจคัดกรองแล้ว พบว่าไม่มีใครติดเชื้อโควิด-19 ตนเองเป็นชาวจังหวัดระยอง ขอยืนยันว่าในขณะนี้ จังหวัดระยองปลอดภัย เที่ยวได้ 100% และจะต้องการฟื้นฟูการท่องเที่ยวในจังหวัดระยองให้กลับคืนมาโดยเร็ว ซึ่งที่ผ่านมา ถึงแม้ว่าทางจังหวัดจะเน้นการส่งเสริมให้คนไทยท่องเที่ยวภายใน แต่ก็ยังต้องการนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ ซึ่งหากยังไม่มีเปิดประเทศให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามา ก็จะส่งผลกระทบให้กับศูนย์การท่องเที่ยวอย่างมหาศาล ทั้งนี้ในปี 2562 ที่ผ่านมา ประเทศไทยนั้นมีรายได้จากนักท่องเที่ยว 3.3 ล้านล้านบาท ต่อปี ซึ่งในจำนวนนี้ เป็นรายได้จากคนไทย ที่ออกมาท่องเที่ยวภายในประเทศ จำนวน 1 ล้านล้านบาท ส่วนที่เหลือ เป็นรายได้จากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ขณะที่ รายได้จากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ หากแต่ช่วงไตรมาสแรกของปี 2563 มีรายได้เข้าประเทศ เพียง 4 แสนล้านบาท ส่วนไตรมาสที่ 2 และ 3 รายได้จากต่างชาติเป็นศูนย์ และหากไตรมาสสุดท้ายปีนี้ รัฐบาลเปิดประเทศ ให้นักท่องเที่ยวเข้ามา ก็จะทำให้นักท่องเที่ยวเพิ่มจำนวนมากขึ้นและมีการใช้จ่ายมากขึ้นในประเทศ รายได้ก็จะกลับมาดังเดิม


ประธาน สทท. ยังได้ย้ำชัดถึงก้าวต่อไปของหน่วยงาน คือการรุก 5 ภูมิภาค เดินหน้านโยบายการท่องเที่ยวเเบบ New Normal โดยสร้างการรับรู้เเนวคิดดังกล่าวควบคู่ไปกับการทำ Social distancing รวมทั้งการยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยมาตรฐานความปลอดภัยด้านสุขอนามัย ( SHA หรือ Amazing Thailand Safety & Health Administration) ซึ่งเป็น โครงการยกระดับความร่วมมือของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ,กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กับกรมควบคุมโรค ,กรมอนามัย ,กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข ฯลฯ เพื่อเป็นเครื่องการันตีให้กับนักท่องเที่ยวว่า หากเห็นโลโก้ SHA ก็ยืนยันได้ว่าผู้ประกอบการรายนั้น ทำตามเงื่อนไขของรัฐ ซึ่งจะทำให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติ สามารถท่องเที่ยวได้อย่างสบายใจ ไม่เสี่ยงต่อการติดโรคระบาดอีกด้วย



ด้าน นายพงษ์อนันต์ จันทร์ไพร ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดระยอง ระบุว่า หลังจากสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้รับการยืนยันจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้วว่า ปัจจุบันไม่มีการติดเชื้อ และระยอง OK ปลอดภัย สามารถท่องเที่ยวได้ 100% ซึ่งทางจังหวัด ก็ได้เร่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยว ล่าสุดทางสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้ตอบรับจัดการแข่งขันฟุตบอลนัดพิเศษขึ้น 2 คู่ด้วยกัน โดยคู่แรกเป็นทีมรวมดารา ปะทะกับทีม VIP คณะรัฐมนตรี ส่วนคู่ที่2 เป็นทีมระยอง เอฟซี ปะทะแข้งกับทีมชลบุรี เอฟซี ในวันที่ 1 สิงหาคมนี้ โดยทั้ง 2 คู่ จะจัดการแข่งขันกันแบบมีผู้ชมภายใต้เงื่อนไขการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19


ขณะที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ออกโรงจัดกิจกรรม Happy Bike ไร้โควิด ในรูปแบบ New Normal ขึ้น ปลุกกระเเสสุขภาพเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยว ซึ่งจัดในช่วงวันที่ 1-2 สิงหาคม 2563 ณ อนุสรณ์เรือรบหลวงประแส จังหวัดระยอง ภายใต้ข้อกำหนดของกระทรวงสาธารณสุขและมาตรฐาน SHA โดยมีจุดประสงค์เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการชุมชน และอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบ


โดยกิจกรรม Happy Bike ไร้โควิด เเบ่งออก 2 ประเภท ดังนี้

ประเภทที่ 1 การปั่นจักรยานท่องเที่ยว “ตามประแส” ในวันที่ 1 สิงหาคม 2563 เป็นกิจกรรมการปั่นจักรยานชมทัศนียภาพที่สวยงามของอำเภอประแส จังหวัดระยอง เริ่มต้นจาก อนุสรณ์เรือรบหลวงประแส-วนขึ้นสะพานประแสสิน- เลี้ยวซ้ายไปถ่ายรูปที่จุดชมวิวแหลมสน-วนกลับทางเดิม แวะวัดตะเคียนงาม รับฟังเรื่องราวจากมัคคุเทศก์น้อย- ข้ามสะพานหนามโพง ไปสักการะศาลกรมหลวงชุมพร-ขากลับปั่นเข้าตลาดปะตุ๊ ชิมขนมท้องถิ่น-กลับมาจบกิจกรรมที่อนุสรณ์เรือรบหลวงประแส ระยะทางรวม 15 กิโลเมตร ซึ่งในเส้นทางปั่นจักรยานจัดให้มีจุดชิมขนมท้องถิ่นจากฝีมือชาวบ้านชุมชนปากน้ำประแส ที่นำมาต้อนรับคณะนักปั่น เช่น ขนมชารส, ข้าวเกรียบอ่อน (โบราณ), ขนมตะไล, ขนมเบื้อง และตบท้ายด้วย “น้ำชาใบขลู่” ของดีขึ้นชื่อในอำเภอประแส เพื่อให้นักปั่นได้สัมผัสและเรียนรู้วิถีชุมชนปากน้ำประแส มีการสนับสนุนโครงการมัคคุเทศก์น้อยจากโรงเรียนวัดตะเคียนงามมาเล่าเรื่องราวของประวัติ ต้นตะเคียนใหญ่อายุ 500 ปี

ประเภทที่ 2 การปั่นจักรยาน “TEAM TOGETHER” ในวันที่ 2 สิงหาคม 2563 เป็นกิจกรรมการปั่นจักรยานทางไกลแบบไปด้วยกัน ไม่ทิ้งกัน เริ่มต้นจาก อนุสรณ์เรือรบหลวงประแส-ถนนบูรพาชลทิต-จุดชมวิวเนินนางพญา-ปั่นวนกลับเส้นทางเดิม ระยะทางรวม 75 กิโลเมตร ระยะเวลาไม่เกิน 3 ชั่วโมง ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.thailandfestival.org

DITP ผนึก 50 บริษัทโลจิสติกส์ไทย รุกเจรจาออนไลน์ขยายธุรกิจสู่ตลาดโลก

posted Jul 30, 2020, 5:06 AM by siam coverage   [ updated Jul 30, 2020, 5:07 AM ]


DITP เดินหน้าจัดเวทีเจรจาจับคู่ธุรกิจกลุ่มโลจิสติกส์ หรือ TILOG-LOGISTIX Online Matching วันที่ 26-27 สิงหาคม 2563 เปิดรับ 50 บริษัทไทยเชื่อมการค้ากับเอกชน จาก จีน อาเซียน ยุโรป และสหรัฐ หวังปลุกรายได้ภาคบริการ เม็ดเงินลงทุน และยกระดับนวัตกรรม ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยหลังโควิด-19

​นายสมเด็จ สุสมบูรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันธุรกิจบริการด้านโลจิสติกส์ของไทยมีศักยภาพโดดเด่นและเป็นหนึ่งในผู้นำของภูมิภาคอาเซียน ดังนั้นเพื่อสร้างโอกาสให้กับผู้ประกอบการโลจิสติกส์ระหว่างประเทศ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ จึงได้จัด “โครงการจับคู่เจรจาผู้ประกอบธุรกิจ โลจิสติกส์ไทยผ่านช่องทางออนไลน์” หรือ “TILOG-LOGISTIX Online Matching” ในวันที่ 26-27 สิงหาคม 2563 นี้



​อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า เวทีจับคู่เจรจาผู้ประกอบธุรกิจโลจิสติกส์ไทยผ่านช่องทางออนไลน์ครั้งนี้ ยังถือเป็นการบุกตลาดต่างประเทศที่สำคัญของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งกรมฯ จะเร่งดำเนินการหลังสถานการณ์โควิด-19 โดยขณะนี้มีผู้ประกอบการโลจิสติกส์เป้าหมาย สนใจเข้าร่วมจำนวนมากทั้งกลุ่มขนถ่ายวัสดุ (Material Handling) การบรรจุ (Packing) คลังสินค้า (Warehouse & Loading) เทคโนโลยีและนวัตกรรมโลจิสติกส์ (Logistics IT & E-Logistics) และบริการขนส่งสินค้า (Transportation & Logistics Service Providers) ฯลฯ

​“TILOG-LOGISTIX Online Matching เป็นมิติใหม่ในการเจรจาการค้าที่เปิดกว้างให้ผู้ประกอบธุรกิจโลจิสติกส์ระหว่างประเทศของไทย 50 บริษัท ทั้งขนาดใหญ่ ขนาดกลาง จนถึงธุรกิจ Start-up ด้านโลจิสติกส์ ซึ่งมีนวัตกรรมเทคโนโลยีน่าสนใจเข้ามามีส่วนร่วมในการเจรจาธุรกิจครั้งนี้ ซึ่งกรมฯ จะผลักดันเชื่อมต่อกับพันธมิตรหรือคู่ค้าที่มาจากทั่วทุกมุมโลก อาทิ จีน อาเซียน สหรัฐอเมริกา ยุโรป และตะวันออกกลาง ฯลฯ ซึ่งให้ความสนใจขยายความร่วมมือนำไปสู่รายได้ภาคบริการและเงินลงทุนในอนาคต"

​สำหรับผู้ประกอบการท่านใดที่สนใจเข้าร่วมโครงการ TILOG-LOGISTIX Online Matching สมัครได้แล้วตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2563 ดาวน์โหลดใบสมัครที่ https://bit.ly/2Wua74i หรือติดต่อกลุ่มงานพัฒนาและส่งเสริมธุรกิจบริการ 4 กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ โทร. 02-507-8450 หรือ 02-507-8419

สทนช. เดินเครื่องจัดทำผังน้ำ 8 ลุ่มน้ำสำคัญ แก้ปัญหาน้ำในทุกมิติ คาดแล้วเสร็จทุกลุ่มน้ำทั่วประเทศภายในปี 66

posted Jul 29, 2020, 8:26 PM by siam coverage   [ updated Jul 29, 2020, 8:30 PM ]



สทนช. เดินเครื่องจัดทำผังน้ำ 8 ลุ่มน้ำสำคัญ ได้แก่ ลุ่มน้ำชี มูล บางปะกง แม่กลอง สะแกกรัง ป่าสัก เจ้าพระยา และ ท่าจีน หลังประสบความสำเร็จจากผังน้ำต้นแบบที่ลุ่มน้ำสาขาแม่น้ำจันทบุรี เตรียมใช้เป็นเครื่องมือบริหารจัดการน้ำยุคใหม่ มั่นใจช่วยแก้ไขปัญหาด้านน้ำในทุกมิติอย่างยั่งยืน พร้อมขยายผลให้ครบทั้ง 22 ลุ่มน้ำทั่วประเทศภายในปี 66 


วันนี้ (29 กรกฎาคม 2563) ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการแถลงข่าวและเปิดการสัมมนา หัวข้อ “เดินเครื่อง 8 ลุ่มน้ำ จัดทำผังน้ำ เครื่องมือบริหารน้ำ ยุคใหม่” ณ ห้องสุทธิดา ชั้น 2 โรงแรมเอบีน่า เฮ้าส์ เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ ว่า สทนช. เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการจัดทำผังน้ำตามพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ.2561 โดยเมื่อปี 2562 ที่ผ่านมาได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ศึกษาโครงการจัดทำแผนหลักการจัดทำผังน้ำ เพื่อกำหนดกรอบแนวทาง วิธีการศึกษาการจัดทำผังน้ำที่เหมาะสม กำหนดรูปแบบ แผนที่ผังน้ำให้มีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับและใช้ประโยชน์ได้ และได้คัดเลือกลุ่มน้ำสาขาแม่น้ำจันทบุรี ศึกษาจัดทำผังน้ำเป็นพื้นที่ต้นแบบให้กับการจัดทำผังน้ำ ทั้ง 22 ลุ่มน้ำ ต่อไป และในปีนี้ สทนช. ได้ขยายผลต่อยอดการดำเนินการโดยคัดเลือกพื้นที่ลุ่มน้ำที่มีความสำคัญและจำเป็นเร่งด่วน จำนวน 8 ลุ่มน้ำ ได้แก่ ลุ่มน้ำชี ลุ่มน้ำมูล ลุ่มน้ำบางปะกง ลุ่มน้ำแม่กลอง ลุ่มน้ำสะแกกรัง ลุ่มน้ำป่าสัก ลุ่มน้ำเจ้าพระยา และลุ่มน้ำท่าจีน มาดำเนินการศึกษาก่อนและจะทยอยดำเนินการให้ครอบคลุม 22 ลุ่มน้ำภายในปี 2566


สำหรับกระบวนการในการดำเนินการศึกษานั้น จะต้องมีการศึกษาและทบทวนกายภาพของพื้นที่ การใช้ประโยชน์ที่ดินในอดีตถึงปัจจุบัน ข้อกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินตามผังเมือง การพัฒนาเมืองและพื้นที่เศรษฐกิจ ระบบโครงสร้างพื้นฐาน การรวบรวม วิเคราะห์ข้อมูลจากแผนที่ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง อาทิ 
1. แผนที่แสดงโครงข่ายระบบระบายน้ำในปัจจุบัน ทิศทางการไหลของน้ำ วิเคราะห์สภาพและสาเหตุของการเกิดอุทกภัยและภัยแล้ง 
2. แผนที่แสดงระบบป้องกันน้ำท่วมและการบรรเทาอุทกภัย การบริหารจัดการอุทกภัย มูลค่าความเสียหายและวิเคราะห์การแก้ไขปัญหาที่ผ่านมา 
3. แผนที่แสดงจุดประกาศภัยแล้ง การบริหารจัดการภัยแล้ง มูลค่าความเสียหายและวิเคราะห์การแก้ไขปัญหาที่ผ่านมา จากหน่วยงานต่าง ๆ จัดทำแผนที่แสดงสิ่งปลูกสร้างและโครงสร้างพื้นฐานที่กีดขวางทางน้ำ ตลอดจนการรวบรวมข้อมูลและวิเคราห์ข้อมูลที่เกี่ยวข้องอย่าง รอบด้านเพื่อนำมากำหนดขอบเขตผังน้ำ โดยใช้แบบจำลองในกรณีศึกษา อย่างน้อย 5 กรณี ดังนี้

กรณีที่ 1 กำหนดขอบเขต ผังน้ำจากสภาพพื้นที่และระบบสาธารณูปโภค (โครงข่ายถนน และช่องเปิดต่าง ๆ) ในสภาพปัจจุบัน
กรณีที่ 2 กำหนดขอบเขตผังน้ำโดยมีการปรับปรุงโครงข่ายถนนและช่องเปิดต่าง ๆ ที่อยู่ในพื้นที่ผังน้ำไม่ให้เกิดการกีดขวางทางน้ำ
กรณีที่ 3 กำหนดขอบเขตผังน้ำโดยมีการพัฒนาโครงการที่อยู่ในแผนของหน่วยงานต่าง ๆ ที่มีความชัดเจนในการดำเนินการ
กรณีที่ 4 กำหนดขอบเขตผังน้ำโดยมีการปรับปรุงโครงข่ายถนนและช่องเปิดต่าง ๆ ในพื้นที่ผังน้ำร่วมกับการพัฒนาโครงการที่อยู่ในแผนของหน่วยงานต่าง ๆ และการเสนอเพิ่มเติมโดยผู้ศึกษา
กรณีที่ 5 กำหนดขอบเขตผังน้ำโดยมีการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ การพัฒนาเมืองหรือพื้นที่เศรษฐกิจที่สำคัญในลุ่มน้ำ ที่อาจจะส่งผลกระทบในพื้นที่ผังน้ำร่วมกับการพัฒนาโครงการที่อยู่ในแผนของหน่วยงานต่าง ๆ และการเสนอเพิ่มเติมโดยที่ปรึกษา 




ทั้งนี้ในการศึกษาของทุกลุ่มน้ำจะต้องจัดทำแผนปรับปรุง ฟื้นฟูทางน้ำและแหล่งน้ำธรรมชาติที่เชื่อมโยงกับทางน้ำ สายหลัก และในกรณีที่เป็นสิ่งกีดขวางทางน้ำจะต้องเสนอแนะขนาดของช่องเปิดของอาคารในลำน้ำ รวมทั้งดำเนินการศึกษาระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารจัดการอุทกภัยและภัยแล้ง ซึ่งแสดงรายละเอียดข้อมูลของผังน้ำ ประกอบด้วย ขอบเขตพื้นที่น้ำท่วมถึงตลอดทั้งสองฝั่งลำน้ำ ขอบเขตพื้นที่ผังน้ำ ขอบเขตโซนพื้นที่ในผังน้ำ (พื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วมระดับสูง กลาง ต่ำ ระดับต่าง ๆ) และรายละเอียดต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อใช้ประกอบในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ โดยมีเป้าหมายในการลดความเสี่ยงต่อการดำรงชีวิตและทรัพย์สิน ซึ่งในกรณีที่ได้รับอนุญาตให้มีการพัฒนาในพื้นที่ผังน้ำ จะมีหลักเกณฑ์ในการพัฒนาและการก่อสร้างเพื่อลดความเสี่ยงต่อชีวิตและทรัพย์สินจากน้ำท่วมและความเสี่ยงจากการก่อสร้างสิ่งกีดขวางทางน้ำที่ส่งผลกระทบต่อระดับน้ำในพื้นที่ด้วย 



"การศึกษาของทั้ง 8 ลุ่มน้ำในครั้งนี้ มีระยะเวลาดำเนินการ16 เดือน เริ่มวันที่ 29 พฤษภาคม 2563 และจะศึกษาแล้วเสร็จในวันที่ 20 กันยายน 2564 โดยจะมีการเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นของภาคประชาชน คณะกรรมการลุ่มน้ำ คณะอนุกรรมการทรัพยากรน้ำจังหวัด ตลอดจนหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ จำนวน 4 ครั้งต่อลุ่มน้ำ เพื่อให้ทุกภาคส่วนได้ร่วมกันพิจารณา พร้อมสะท้อนปัญหาและความต้องการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ได้อย่างตรงจุด เพื่อให้หน่วยงานสามารถนำผังน้ำไปใช้สนับสนุนแผนงานการป้องกันแก้ไขภัยแล้งและอุทกภัย รวมทั้งการบริหารจัดการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ ในเขตลุ่มน้ำได้อีกด้วย” เลขาธิการ สทนช. กล่าวในตอนท้าย


สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ 29 กรกฎาคม 2563

ไทย-เดนมาร์ค จับมือบีจี ปทุม ยูไนเต็ด จัดฟุตบอล “ไทย-เดนมาร์ค ยู 15” ชิงเงินรางวัลรวมกว่า 300,000 บาท

posted Jul 20, 2020, 9:57 AM by siam coverage   [ updated Jul 20, 2020, 8:52 PM ]


องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) หรือ ไทย-เดนมาร์ค ร่วมมือกับ สโมสรฟุตบอลบีจี ปทุม ยูไนเต็ด จัดการแข่งขันฟุตบอล รายการ ไทย-เดนมาร์ค ยู15 ฟุตบอล ทัวร์นาเมนท์ 2020 (THAI-DENMARK U15 FOOTBALL TOURNAMENT 2020) เป็นปีที่ 2 เพื่อสานต่อการพัฒนาวงการลูกหนังไทยเปิดเวทีให้เยาวชนประลองฝีเท้า พร้อมกับบูรณาการพัฒนากีฬาฟุตบอลไทยตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ผ่านความร่วมมือกับ บีจี ปทุม ยูไนเต็ด พร้อมเริ่มจัดรอบคัดเลือกทั้ง 6 ภูมิภาคทั่วไทย ไปลุ้นสุดยอดแชมป์ชิงเงินรางวัล 1 แสนบาท พร้อมถ้วยเกียรติยศ 


นายสุชาติ จริยาเลิศศักดิ์ รองผู้อำนวยการ ทำการแทนผู้อำนวยการ องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมไทย-เดนมาร์ค เป็นประธานงานแถลงข่าวการแข่งขันฟุตบอล รายการ ไทย-เดนมาร์ค ยู15 ฟุตบอล ทัวร์นาเมนท์ 2020 เป็นปีที่ 2 (THAI-DENMARK U15 FOOTBALL TOURNAMENT 2020) พร้อมด้วย นายปิยศักดิ์ ภูมิจิตร กรรมการผู้จัดการสโมสรบีจี ปทุม ยูไนเต็ด “โค้ชง้วน” นายสุรชัย จตุรภัทรพงศ์ ผู้อำนวยการฟุตบอลสโมสรบีจี ปทุม ยูไนเต็ด และ “โค้ชโต่ย” ศิริศักดิ์ ยอดญาติไทย หัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมเยาวชน เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม ที่เมเจอร์รัชโยธิน โดยได้ 2 นักกีฬาของสโมสรพ่วงนักเตะทีมชาติ ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ (นิว) และ สารัช อยู่เย็น (ตัง) จากสโมสรบีจี ปทุม ยูไนเต็ด มาร่วมสร้างแรงบันดาลใจ


นายสุชาติ จริยาเลิศศักดิ์ กล่าวว่า “สำหรับการแข่งขันในปีนี้ มีความพิเศษที่เพิ่มขึ้นโดย ไทย-เดนมาร์ค และพันธมิตรอย่าง สโมสรบีจี ปทุม ยูไนเต็ด ได้ร่วมกันบูรณาการพัฒนากีฬาฟุตบอลให้เข้าถึงทุกกลุ่มเป้าหมายอย่างยั่งยืน โดยเน้นที่ระดับโรงเรียน ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่ครู นักเรียน และเยาวชน ผ่านโครงการต่างๆ ในปีนี้” ซึ่งการจัดการแข่งขันในปีนี้เป็นปีที่ 2 ภายใต้การสนับสนุนขององค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) ที่ให้การสนับสนุนและความร่วมมือ กับ สโมสรฟุตบอลบีจี ปทุม ยูไนเต็ดเพื่อให้กีฬาฟุตบอลก่อเกิดเป็นแรงบันดาลใจสำหรับเยาวชนไทย และต่อยอดไปสู่การเป็นนักฟุตบอลอาชีพต่อไปในอนาคต” 


“เรามองว่าฟุตบอลเป็นกีฬายอดนิยมของเยาวชนไทย จึงเหมาะสมอย่างยิ่งที่จะเป็น “สื่อกลาง” ที่จะสามารถนำผลิตภัณฑ์ นมไทย-เดนมาร์ค เข้าถึงกลุ่มครอบครัวและเยาวชนคนรุ่นใหม่ทั่วประเทศ อีกทั้งอยากให้โครงการนี้เป็นทัวร์นาเม้นท์แรกๆ ภายหลังจากที่ทางรัฐบาลปลดล็อคเพื่อการผ่อนปรนกิจกรรมและกิจการในประเทศจากสถานการณ์ การแพร่ระบาดของโรค โควิด-19 (COVID-19) และอยากให้การแข่งขันฟุตบอลรายการนี้ เป็นการเปิดเวทีให้เยาวชนได้ประลองฝีเท้า เฟ้นหาศักยภาพตัวเอง เพื่อที่จะยกระดับเยาวชนในโรงเรียน ให้ทุกๆโรงเรียนได้มีโอกาสแข่งขันฟุตบอลอย่างเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ไปพร้อมๆ กับการดื่มนมไทย-เดนมาร์ค เพื่อสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง ผลิตภัณฑ์นมไทย-เดนมาร์ค ผลิตจากน้ำนมโคแท้ 100% ไม่ผสมนมผงและเรายินดีเป็นอย่างยิ่งที่มีส่วนสนับสนุนให้เยาวชนได้เดินตามฝันอย่างภาคภูมิใจ”


นายปิยศักดิ์ ภูมิจิตร กรรมการผู้จัดการสโมสรบีจี ปทุม ยูไนเต็ด เปิดเผยว่า “นมไทย-เดนมาร์ค กับ สโมสรฯ มีความตั้งใจที่จะพัฒนากีฬาฟุตบอลตั้งแต่ต้นน้ำ ไปจนถึงปลายน้ำ และจากความสำเร็จในการจัดการแข่งขันในปีแรกที่ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามและมีบางโรงเรียนสมัครในรอบคัดเลือกไม่ทัน ทำให้การจัดการแข่งขันในปีนี้ มีการขยายพื้นที่โซน กรุงเทพและปริมณฑล ที่จะจัดขึ้นที่สโมสรบีจี ปทุม ยูไนเต็ด และ เพิ่มจำนวนทีมในการรับสมัครในแต่ละภูมิภาค เป็น 32 ทีม รวมทุกภูมิภาคเป็นจำนวน 192 ทีม อีกด้วย และด้วยความร่วมมือระหว่าง นมไทย-เดนมาร์ค กับ สโมสรฯ จึงทำให้มีการขยายโครงการและกิจกรรมต่างๆ เพิ่มขึ้นอีกในปีนี้


"ต้องขอขอบคุณพันธมิตรของสโมสร อย่างนมไทย-เดนมาร์ค ที่เชื่อมั่นในสโมสร บีจี ปทุมยูไนเต็ด ทำให้เกิดโครงการนี้ขึ้น และอยากให้เป็นเวทีแห่งโอกาสระดับประเทศที่โรงเรียนต่างๆ จะได้เข้ามาแข่งขันกัน แต่สิ่งสำคัญของโครงการนี้ คือการที่สโมสรได้สร้างสรรค์กิจกรรมด้านกีฬาให้กับชุมชน ในแต่ละภูมิภาคที่จะมีโครงการร่วมกับโรงเรียนในจังหวัดต่างๆ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในสังคมไทย และสโมสรหวังเป็นอย่างยิ่งว่าโครงการดีๆ อย่างนี้ จะมีขึ้นทุกๆ ปี เราพร้อมที่จะร่วมมือกับพันธมิตรในการพัฒนาเยาวชนไทยในด้านกีฬาทุกประเภท ต่อไปครับ”


“โค้ชง้วน” นายสุรชัย จตุรภัทรพงศ์ ผู้อำนวยการฟุตบอลสโมสรบีจี ปทุม ยูไนเต็ด กล่าวว่า สโมสร เอง ก็พร้อมที่จะให้ศูนย์ฝึกฟุตบอลเยาวชน YHA (Yamaoka Hanasaka Academy) รังสิต คลอง 4 เป็นสนามจัดการแข่งขันในรอบคัดเลือก และรอบแบ่งกลุ่ม และให้สนาม ลีโอ สเตเดี้ยม เป็นสนามที่ใช้สำหรับการแข่งขันในรอบรองชนะเลิศ และรอบชิงชนะเลิศ โดยทีมที่ผ่านเข้ารอบแบ่งกลุ่มจนถึงรอบชิงชนะเลิศ จะได้ประสบการณ์ที่ดีในการแข่งขัน ซึ่งถือเป็นประสบการณ์ที่มีค่า และสร้างแรงบันดาลใจให้น้องๆ อย่างมาก เพื่อที่จะนำกลับมาพัฒนาตัวเองได้ต่อไปในอนาคต นอกจากนี้ยังจะได้สัมผัส กับบรรยากาศในสนามฟุตบอล ที่ได้มาตรฐานสากลด้วย


"นอกจากการแข่งขันฟุตบอลแล้ว ฝ่ายจัดการแข่งขัน ยังจัดกิจกรรมเสริมขึ้นมาเป็นพิเศษ ด้วยการจัดอบรมผู้ฝึกสอนกีฬาฟุตบอลให้กับบุคลากรครูในโรงเรียนต่างๆ ในเครือของนมไทย-เดนมาร์ค เพื่ออบรมคณะครู ให้มีทักษะการฝึกสอนฟุตบอลขั้นพื้นฐานแก่เยาวชนในสถานศึกษา โดยผู้เข้าอบรมจะได้รับประกาศนียบัตรจากสมาคมฟุตบอลซึ่งสามารถนำไปประกอบวิชาชีพในการฝึกสอนเยาวชนระดับพื้นฐานได้และสามารถต่อยอดเข้าอบรมในหลักสูตร AFC ‘C’ Coaching Certificate Course ได้อีกด้วย และเนื่องจากกิจกรรมการแข่งขันรายการนี้ มีส่วนสำคัญสำหรับการสร้างนักกีฬายุวชน และเยาวชนของไทย สโมสรจึงจัดกิจกรรมการฝึกทักษะกีฬาฟุตบอลให้กับเยาวชน อายุไม่เกิน 12 ปี เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและการให้ความรู้ที่ถูกต้องในการฝึกฟุตบอลให้กับเด็กๆ โดย นมไทย-เดนมาร์คได้เข้ามามีส่วนร่วมกับสโมสรฟุตบอลบีจี ปทุมยูไนเต็ด ในการจัดกิจกรรมเหล่านี้ เพื่อร่วมกันบูรณาการพัฒนาฟุตบอลอย่างยั่งยืนไปพร้อมๆกัน”


ทั้งนี้ แน่นอนว่า การจัดการแข่งขันในปีนี้ จะเป็นการจัดแข่งขันในรูปแบบใหม่ (New Normal) ซึ่งสโมสรยังคำนึงถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งเราร่วมมือกับสำนักงานภาคของ อ.ส.ค. ที่จะจัดการแข่งขันโดยลดความแออัดภายในสนาม ยึดกฎ ระเบียบของกกท. และภาครัฐ ที่ประกาศออกมาเป็นหลัก และจัดระบบการแข่งขัน ที่ไม่ให้โรงเรียนนำนักกีฬาเยาวชน เข้ามาแข่งขัน รวมกลุ่มเป็นจำนวนเกินกว่าที่รัฐบาลกำหนด โดยมาตราการนี้ เราจะดำเนินการอย่างรัดกุม และเข้มงวดในการจัดแข่งขันต่อไป

โครงการ “Thai-Denmark U15 Football Tournament” ปีที่ 2 เปิดรับสมัครตั้งแต่ วันที่ 20 กรกฎาคม – 14 สิงหาคม 2563
สถานที่รับสมัคร และสนามที่ใช้คัดเลือกตัวแทนแต่ละภาคมีดังนี้

• โซนกรุงเทพและปริมณฑล สโมสรฟุตบอลบีจี ปทุม ยูไนเต็ด
คัดเลือกวันที่ 26กั นยายน – 25 ตุลาคม 2563
ศูนย์ฝึกฟุตบอลเยาวชน YHA (Yamaoka Hanasaka Academy) รังสิต คลอง 4
ติดต่อ คุณอาทิตย์ คงสมกัน โทร 02-834-7000 ต่อ 7330 หรือ 7428 .
• โซนภาคกลาง อ.ส.ค. จังหวัดสระบุรี
คัดเลือกวันที่ 15 สิงหาคม - 15 กันยายน 2563
สนามฟุตบอลองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี
ติดต่อ คุณสมยศ กองสุผล โทร. 098-263-1214
• โซนภาคเหนือตอนบนอ.ส.ค. จังหวัดเชียงใหม่
คัดเลือกวันที่ 15 - 21 สิงหาคม 2563
สนามกีฬาเทศบาลนครเชียงใหม่ และสนามสิงห์เหนือ มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตเชียงใหม่
ติดต่อ คุณพศวัต ใจลังกา โทร.061-936-6546
คุณมนัส วงศ์เลื่อน โทร. 097-954-9935
• โซนภาคเหนือตอนล่างอ.ส.ค. จังหวัดสุโขทัย
คัดเลือกวันที่ 22 สิงหาคม 2563
โรงเรียนเทศบาลสวรรคโลกประชาสรรค์
ติดต่อ คุณจำลอง ราศรีกิจ โทร.063-206-4638
คุณอนุชิต อินทโสถา โทร.095-634-5778
• โซนภาคตะวันออกเฉียงเหนืออ.ส.ค. จังหวัดขอนแก่น
คัดเลือกวันที่ 22 สิงหาคม - 6 กันยายน 2563
สนามกีฬากลางจังหวัดขอนแก่น
ติดต่อ คุณสุชาติ งวดชัย โทร.085-463-4063
• โซนภาคใต้อ.ส.ค. จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
คัดเลือกวันที่ 15-23 กันยายน 2563
สนามกีฬากลาง ศูนย์การทหารราบ ค่ายธนะรัชต์
ติดต่อ คุณคำสิงห์ ยอดเกตุ โทร.098-146-1535
คุณเทพสตรี รื่นเกษม โทร.084-323-3570
คุณอาภรณ์ เฉลาชาญชัยยุทธ โทร.062-461-3113


ด้านเงินรางวัลของการแข่งขันรายการนี้ รอบคัดเลือกตัวแทนภูมิภาค ทีมแชมป์ จะได้รับเงินรางวัล 25,000 บาท พร้อมถ้วยรางวัลและผลิตภัณฑ์นมไทย-เดนมาร์ค ทีมรองแชมป์ จะได้รับเงินรางวัล 20,000 บาท พร้อมถ้วยรางวัลและผลิตภัณฑ์นมไทย-เดนมาร์ค ทีมอันดับ 3 จะได้รับเงินรางวัล 5,000 บาท พร้อมถ้วยรางวัลและผลิตภัณฑ์นมไทย-เดนมาร์ค และรางวัลที่ 4 จะได้รับถ้วยรางวัลและผลิตภัณฑ์นมไทย-เดนมาร์ค โดยทีมแชมป์และทีมรองแชมป์ จะได้สิทธิ์ในการแข่งขันรอบ 12 ทีมสุดท้าย และจะได้รับชุดแข่งขันจาก นมไทย-เดนมาร์ค 


ส่วนรอบรองชนะเลิศ และรอบชิงชนะเลิศ ที่เหลือ 4 ทีมสุดท้าย จะเล่นที่สนาม ลีโอ สเตเดี้ยม รังสิต คลอง 3 โดย ทีมแชมป์จะได้รับเงินรางวัล 100,000 บาท พร้อมถ้วยเกียรติยศ ทีมรองแชมป์ จะได้รับเงินรางวัล 70,000 บาท ทีมอันดับ 3 จะได้รับเงินรางวัล 40,000 บาท และ ทีมอันดับ 4 จะได้รับเงินรางวัล 20,000 บาท โดยทั้ง 4 ทีมจะได้รับเหรียญรางวัลของโครงการฯ และ ผลิตภัณฑ์จาก นมไทย-เดนมาร์ค อีกด้วย 

สำหรับผู้ที่สนใจ ดาวน์โหลดใบสมัครและสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ www.facebook.com/ThaiDenmark.FootballTournament

สถาบันเครือข่ายไทยสร้างสรร "ผู้นำรุ่นใหม่ทางการเมืองประกาศร่วมมือสถาบันเครือข่ายไทยสร้างสรรค์ สร้างทีมยุทธศาสตร์รับมือกับยุคเทคโนโลยีอย่างเต็มที่”

posted Jul 18, 2020, 9:36 AM by siam coverage   [ updated Jul 18, 2020, 9:40 AM ]


สถาบันเครือข่ายไทยสร้างสรรค์ระดมนักวิชาการระดับนานาชาติแถลงเปิดอบรมโครงการYoung Politic Leadership (ผู้นำเยาวชนการเมืองรุ่นใหม่)ผนึกเครือข่ายการเมืองและสตรีนักกฎหมาย-นักธุรกิจ พร้อมมูลนิธิป้องกันต่อต้านอาชญากรรมและยาเสพติด หวังสร้างปรากฏการณ์ให้คนรุ่นใหม่ทำความดีเพื่อแผ่นดิน รักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เมื่อเขามีโอกาสเข้าสู่การเมืองก็จะเป็นคนรุ่นใหม่ที่มีคุณภาพ และต่อต้านการทุจริตทุกรูปแบบ 3 องค์กรเครือข่ายเตรียมประกาศวางแผนร่วมมือกับการเมืองภาคท้องถิ่น พัฒนาโครงการไปสู่การตั้งพรรคการเมือง



วันที่18 ก.ค. ที่ ร.ร.แกรนด์เมอร์เคียวกรุงเทพฟอร์จูน นายสมชาย พหุลรัตน์ ประธานสถาบันเครือข่ายไทยสร้างสรรค์ พร้อมด้วย ศ.ดร.มณีรัตน์ สวัสดิวัตน์ ณ อยุธยา , ศ.ดร.สุรพล บุญประถัมภ์,พ.ต.อ.สุรโชค เจษฎาเดช “สารวัตรแรมโบ้”, อ.นิดาวรรณ​ เพราะสุนทร​ ผอ.หลักสูตรนิติศาสตร์​ ม.รังสิต, อ.เภสัชกรอธิวัฒน์ สินรัชตานันท์,(นักวิชาการด้านสุขภาพ), นายสุเทพ เข้มแข็งปรีชานนท์ (เครือข่ายทางด้านการเมือง) พร้อมนักวิชาการระดับนานาชาติด้านLeadership นำโดย อ.อิน นฤหล้า (อดีตคณะบดีคณะบริหารธุรกิจเอแบค) อ.ปีแอร์ เดอลาลองด์, อ.สก็อต บัดเล่ย์ และดร.สุรชัย เลี่ยมทอง นักวิชาการด้านAnti Aging พร้อมทีมนักวิชาการทางการเมืองภาคประชาชนและท้องถิ่น นำโดยนายดิษชูภณ นัยเนตร, ผอ.ณัฐนันท์ พงษ์ภูริพัฒน์(อดีตผอ.กรมทรัพยากรฯ)ร่วมกันแถลงข่าวการเปิดตัวโครงการอบรมYoung Politic Leadership ผู้นำเยาวชนการเมืองรุ่นใหม่ อายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป โดยจะอบรมรุ่นแรกในช่วงเดือน-ตุลาคม ศกนี้ หลังจากสถานการณ์โควิดในประเทศไทยกลับสู่ภาวะปกติแล้ว โดยระดมนักวิชาการทุกด้านมาให้ความรู้กับคนรุ่นใหม่ที่เข้าอบรมทั้งหมด หวังให้มีตัวแทนผู้นำเยาวชนการเมืองรุ่นใหม่ทั่วประเทศ เพื่อรวมพลังคนรุ่นใหม่ รวมใจตอบแทนคุณแผ่นดิน เพื่อเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ ซึ่งทางโครงการฯได้เตรียมวิทยากรที่มีความรู้หลากหลายสาขาอาชีพมาทำการฝึกอบรมซึ่งตอนนี้นักธุรกิจและภาคเอกชนเตรียมส่งผู้นำในองค์กรมาร่วมอบรมไปพร้อมกัน ตามสโลแกนของสถาบันคือ สรรค์สร้างไทย อนาคตไทย เพื่อให้คนรุ่นใหม่และคนรุ่นเก่าจับมือเดินหน้าทำกิจกรรมที่เกิดประโยชน์ต่อสังคมและบ้านเมือง


ประธานสถาบันเครือข่ายไทยสร้างสรรค์ กล่าวว่า”ทางสถาบันได้รับความร่วมมือจากนักวิชาการหลากหลายด้าน อย่างท่านศ.ดร.มณีรัตน์ สวัสดิวัตน์ ณ อยุธยา ท่านพึงได้รับรางวัลจากสหประชาชาติด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนก็จะนำความรู้ประสบการณ์ในเวทีระดับโลกมาถ่ายทอดให้ผู้นำเยาวชนการเมืองรุ่นใหม่ เช่นเดียวกับ ศ.ดร.สุรพล บุญประถัมภ์ นักวิชาการด้านศาสนาในฐานะนายกสมาคมสหพันธ์ศาสนกิจฯ ท่านก็จะเน้นความรู้การอยู่รวมกันอย่างสันติสุขของชาวโลกทุกชาติทุกศาสนา ในส่วนทางด้านกฎหมาย-เทคโนโลยี่-เยาวชน-สตรี อ.นิดาวรรณ เพราะสุนทร​ (ผอ.หลักสูตรนิติศาสตร์มช.รังสิต)​ได้ระดมนักกฎหมายปริญญาเอกหลายสถาบันมาร่วมกันเป็นวิทยากรถ่ายทอดความรู้ทางกฎหมายใหม่ ๆ ร่วมทั้งอาชญากรรมทางด้านเทคโนโลยี่ พ.ต.อ.สุรโชค“สารวัตรแรมโบ้”ในฐานะประธานมูลนิธิฯและยังเป็นรองประธานโครงการพัฒนาอุตสาหกรรมการเกษตรเขาค้อ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ(ที่มี พล.อ.พิจิตร กุลละวาณิชย์ อดีตองคมนตรีเป็นประธานฯ)จะนำผู้นำรุ่นใหม่ไปดูงานทางด้านโครงการฯพระราชดำริ และโครงการฯทางด้านเกษตรอินทรีย์ด้วยนอกจากนั้นแล้ว”สารรวัตรแรมโบ้” จะนำเอาประสบการณ์ความรู้ของการทำงานด้านการปราบปรามและงานด้านสืบสวนสอบสวนมาถ่ายทอดให้คนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้และรับมือกับอาชญากรรมในยุคเทคโนโลยี่ไปพร้อมกัน ในส่วนของด้านวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ อ.สุพัฒก์ ชุมช่วย นักวิชาการอิสระผู้เขียนหนังสือทศพิธราชธรรม ก็จะมาบรรยายทางด้านภาวะผู้นำแบบทศพิธราชธรรมตลอดจนการเมืองแบบธรรมาธิปไตยที่จะถ่ายทอดภาวะผู้นำที่มีคุณธรรมไปพร้อมกับ ทีมฝึกอบรมLeadershipระดับนานาชาติที่อบรมองค์กรข้ามชาติมาแล้วหลายองค์กรไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่องค์การสหประชาชาติ หรือบริษัทฯใหญ่ๆ ของอีเกีย




"นอกจากนั้นแล้วในส่วนของนักธุรกิจทางสถาบันเครือข่ายสร้างสรรค์ไทยก็มีนักบริหารระดับซีอีโอทางการเงิน-การคลังมารวมเป็นวิทยากร รวมทั้งนักธุรกิจหญิงอีกหลายท่านเช่น รศ.(พิเศษ)ดร.สุชาริณี –รศ.พิเศษ น.อ.มโนธร แสงสุวรรณ,นักธุรกิจด้านกีฬา(ประธานสถาบันอบรมศิลปะมวยไทยฯ) ดร.เมย์ริสสรา จันทรรัตน์ เจ้าของธุรกิจแบรนด์ไทย, คุณวีรฤทัย มณีนุชเนตร นักธุรกิจ-และนักกฎหมาย ,คุณพัชรียาภรณ์ สิงหพัตร์ ประธานบริษัทไทย-พัชรีฟูดส์ จำกัด, คุณวัลลภ ใหญ่ยิ่ง ประธานบ.เอชอาร์ดี่ไอฯลฯและอีกมากมายหลายท่านที่อยู่ในภาคธุรกิจ ต่างมาร่วมแรงรวมใจที่จะมาเป็นวิทยากรถ่ายทอดให้คนรุ่นใหม่ที่เขาอบรม”ซึ่งยังไม่รวมถึงคนวงการกีฬาอย่าง ดร.แสวง วิทยพิทักษ์ ประธานก.ก.ควบคุมผู้ตัดสินไทยไฟ้ท์ และ อ.ดนัย หริพัฒน์กุล จากสมาคมสถาบันศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวแบบไทย”


นายสมชายฯ ประธานสถาบันเครือข่ายไทยสร้างสรรค์ กล่าวในตอนท้ายว่า”โครงการนี้ฯยังมีนักวิชาการจิตอาสาอีกมากมายที่จะมาร่วมกันขับเคลื่อนในการสร้างผู้นำ หรือการสร้างภาวะผู้นำเยาวชนทางการเมืองรุ่นใหม่ให้มีวิสัยทัศน์ที่รักชาติ รักบ้านเมือง เราจะออกไปอบรมทุกภาคโดยผู้เข้ารับการอบรมไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด เราจะรวมมือกับทุกภาคส่วนทั้งนักวิชาการทางด้านการเมือง และท้องถิ่นเพื่อสร้างผู้นำรุ่นใหม่ตั้งแต่อายุน้อย ๆ ให้เกิดทุกตำบล-อำเภอ-ทุกภาค เพื่อรวมกันพัฒนาประเทศ เรายังมีนักวิจัย-นักวิทยาศาสตร์ที่จะมาให้ความรู้และส่งเสริมให้เยาวชนคนรุ่นใหม่เป็นนักวิจัย-นักวิทยาศาสตร์ เพื่อมาช่วยกันพัฒนาประเทศชาติ ซึ่งในส่วนนี้เรามีเครือข่ายการเมือง อย่างนายสุเทพ เข้มแข้งปรีชานนท์ ที่ลงพื้นที่ช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในหลายพื้นที่มารวมพลังกันทำงานโดยมีสมาชิกเครือข่ายพลังสตรีของสถาบันฯที่พร้อมคณะกรรมการยุทธศาสตร์ทางด้านต่าง ๆของสถาบันลงพื้นที่ไปอบรมกันทุกภาค ซึ่งในอนาคตอันใกล้นี้จะมี 3 องค์กรภาคสังคม-ประชาชน จับมือกันเพื่อพัฒนาก้าวไปสู่การจัดตั้งพรรคการเมืองต่อไป โดยมีเป้าหมายเพื่อรวมพลังพี่น้องคนไทย รวมใจตอบแทนคุณแผ่นดิน



สำหรับผุ้นำเยาวชนทางการเมืองรุ่นใหม่ที่มาร่วมแถลงข่าววันนี้ประกอบด้วย คุณพุฒิธร จันทรมณี “น้องยีน”,คุณวรรณิศา มณีนพรัตน์ เจ้าของแบรนด์และดีไซนเน่อร์The ninety story ที่ไอคอนสยาม ,คุณธีธนา พหุลรัตน์ “มิสเตอร์โด่ง”ผู้บริหาร-นักธุรกิจสุขภาพ, คุณภารินี เจษฎาเดช (customer account specialist),ชนากานต์ จินาเพ็ญ นักธุรกิจรุ่นใหม่ก.ก.ผจก.บ.ไลก้าบิวดิ้งฯ, ,คุณศิริภาคย์ ชินโชติ” น้องบูม” นักศึกษาวิศวกรรมศาสตร์(เทคโนโลยี่พระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร ลาดกระบัง)ฯลฯ รวมทั้งยังมีคนรุ่นใหม่ในธุรกิจสตาร์ทอัพ-เอสเอ็มอี-ท่องเที่ยวธุรกิจด้านกีฬาฯลฯอีกจำนวนมากที่สมัครเข้ามาแล้วที่เตรียมพร้อมจะเข้าอบรมในช่วงเดือนตุลาคม นี้ โดยคนรุ่นใหม่กลุ่มนี้เขาประกาศเลยว่าจะรวมกันเป็นคนต้นแบบของคนรุ่นใหม่ที่ มีจิตสำนักสาธารณะต่อสังคมอย่างสูงและตั้งยุทธศาสตร์และเครือข่ายคนรุ่นใหม่ในยุคเทคโนโลยีอย่างเต็มที่ และพร้อมที่จะลงพื้นที่ทั่วประเทศไปพร้อมกับวิทยากรของโครงการฯ โดยใช้ทีมงานโซเชี่ยลมิเดียของสถาบันฯเป็นเครื่องมือในการสื่อสารและรับรู้กันอย่างเต็มที่ไปพร้อมกันในการฝึกอบรมเพื่อให้สะดวกและเข้าถึงกลุ่มคนได้ง่ายโดยผ่านช่องทางFace Book,ไลน์ อินสตาร์แกม,เวปไซด์อย่างเต็มรูปแบบ


นอกจากนั้นเรายังนั้นสถาบันฯยังมีรายการทีวี 4 รายการและรายการวิทยุอีก 2 รายการที่จะเป็นช่องทางสื่อสารกับคนรุ่นใหม่ได้อย่างเต็มที่ ซึ่งขณะนี้ มีนักวิชาการแต่ละด้านมาจัดวางแผนยุทธศาสตร์ไว้ทุกด้าน ทั้งสังคม เศรษฐกิจ การเมือง ซึ่งจะทำให้ประชาชนคนรุ่นใหม่ไม่ว่าจะอยู่ส่วนไหนของประเทศได้สื่อสารกันได้สะดวก ประธานสถาบันเครือข่ายไทยสร้างสรรค์ กล่าวในตอนท้ายว่า”การสร้างคนรุ่นใหม่ทางการเมืองครั้งนี้เราไม่ได้คำนึงแต่คนอายุน้อยๆเท่านั้น แต่เรายังให้ความสำคัญของคนทุกวัยทุกระดับไม่ว่าคน ๆนั้นจะอยู่ในอาชีพอะไร เหมือนที่สถาบันของเรามีคณะกรรมการทุกสาขาอาชีพ เรายังให้ความสำคัญกับสังคมผู้สูงอายุ ซึ่งเราจะเรียกกลุ่มนี้ว่า” ผู้เชี่ยวชาญชีวิต”ซึ่งเราเคยมีกิจกรรมร่วมกับคนกลุ่มนี้มาแล้วและปัจจุบันเรามีบุคลากรทางด้านสาธารณสุขหลายท่าน อาทิ อ.เภสัชกรอธิวัฒน์  สินรัชานันท์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสมุนไพรและผู้เชี่ยวชาญศาสตร์แห่งแพทย์ทางเลือก ก็มาร่วมวางแผนยุทธศาสตร์ในการรับมือกับสังคมผู้สูงอายุ เพื่อให้คนสูงอายุนั้นมีความมั่นคงและมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง.

“ReThink - ทิ้งดี Challenge – คิดดีก่อนทิ้ง” วันที่ 15 กรกฎาคม 2563 ณ เซ็นทรัลพลาซา แกรนด์ พระราม 9

posted Jul 16, 2020, 8:25 AM by siam coverage   [ updated Jul 16, 2020, 8:27 AM ]



15/7/2563 – บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด ร่วมกับ บริษัท กรีนเอิร์ธ อินโนเวชั่น จำกัด ร่วมจัดแคมเปญ “ReThink - ทิ้งดี Challenge – คิดดีก่อนทิ้ง” โดยเปลี่ยนกล่องพลาสติกจากเดลิเวอรี่ไปแยกชนิดและแปรรูปเป็นเม็ดพลาสติกรีไซเคิลและน้ำมัน ไพโรไลซิส เพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ตามแนวทาง Circular Economy




บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด ร่วมกับ บริษัท กรีนเอิร์ธ อินโนเวชั่น จำกัด ร่วมจัดแคมเปญ “ReThink - ทิ้งดี Challenge – คิดดี ก่อนทิ้ง” ระหว่างวันที่ 5 มิถุนายน – 14 กรกฎาคม 63 ชวนทุกคนมาทำ Challenge นำกล่องพลาสติกจากเดลิเวอรี่ที่ล้าง สะอาดไปที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัล 16 สาขา ได้แก่ เซ็นทรัลเวิลด์, เซ็นทรัลพลาซา แกรนด์ พระราม 9, เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว, เซ็นทรัลพลาซา เวสต์เกต, เซ็นทรัลพลาซา แจ้งวัฒนะ, เซ็นทรัลพลาซา รัตนาธิเบศร์, เซ็นทรัลพลาซา รามอินทรา, เซ็นทรัล พลาซา พระราม 3, เซ็นทรัลพลาซา พระราม 2, เซ็นทรัลพลาซา ปิ่นเกล้า, เซ็นทรัลพลาซา บางนา, เซ็นทรัลพลาซา ศาลายา, เซ็นทรัลพลาซา มหาชัย, เซ็นทรัลพลาซา ชลบุรี, เซ็นทรัลพลาซา ระยอง และเซ็นทรัลเฟสติวัล อีสต์วิลล์ เพื่อนำพลาสติกทุกๆ 10 ชิ้น แลกเป็นคูปองส่วนลดร้านอาหารในเครือ CRG 1 สิทธิ์ (สงวนสิทธิ์ 1 ท่าน แลกได้ 20 สิทธิ์ ตลอดแคมเปญ, รวม 4,500 สิทธิ์)





บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด โดยคุณเสาวนีย์ จรัสเรืองชัย ผู้ช่วยผู้อำนวยการ แผนกพัฒนาความยั่งยืนทางธุรกิจ ได้ให้สัมภาษณ์ถึงโครงการฯ ว่า “บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด ได้เล็งเห็นถึงเล็งเห็นถึงปัญหาขยะพลาสติก โดยรณรงค์อย่างต่อเนื่องในลดการใช้พลาสติกแบบครั้งเดียวทิ้ง แต่ด้วยช่วงสถานการณ์โควิท 19 บรรจุภัณฑ์อาหารดิลิเวอรลี่ได้รับความนิยมเป็นอย่างสูง ได้ถูกบรรจุในภาชนะ พลาสติกแบบใช้คร้ังเดียวทิ้ง ซึ่งเป็นปัญหาหนึ่งที่ทางบริษัทฯ ได้ตระหนักถึง และได้คิดถึงแนวทางในการกำจัดขยะพลาสติกอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดในการนำกลับมาใช้ใหม่ จึงได้ทำโครงการดังกล่าวร่วมกับ บริษัท กรีนเอิร์ธ อินโนเวชั่น จากัด ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในการแปรรูปขยะพลาสติก ซึ่งจากดำเนินโครงการฯ ดังกล่าวได้ผลตอบรับเป็นอย่างดี และในโอกาส ต่อไปทางบริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด จะมีแคมเปญดีๆ เพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมออกมาอย่างต่อเนื่อง




บริษัท กรีนเอิร์ธ อินโนเวชั่น จากัด โดยคุณวัชชพงษ์ ฉัตรศุภกุล กรรมการผู้จัดการบริษัท กรีนเอิร์ธ อินโนเวชั่น จำกัด ได้ให้ สัมภาษณ์ถึงโครงการดังกล่าวว่า “บริษัท เป็นผู้เชื่ยวชาญในการจัดการบริหารการคัดแยกและแปรรูปขยะอย่างมีประสิทธิ ภาพ โดยเฉพาะขยะพลาสติกที่เป็นปัญหาของทุกประเทศในปัจจุบัน ทางบริษัทฯ สามารถนำมาแปรรูปและสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ ได้อย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด โดยการพัฒนาเป็นสินค้าในรูปแบบต่างๆ อาทิเช่น

1.น้ามันไพโรไลซิส เป็นน้ามันที่ผลิตมาจากพลาสติก สามารถใช้กับเครื่องยนต์รอบต่ำ เช่น เครื่องยนต์ทางการเกษตร เครื่องปั่นไฟฟ้า เป็นต้น

2.เม็ดพลาสติกเม็ดรวม เป็นเม็ดพลาสติก Recycle ที่ผ่านกระบวนการล้างพลาสติกและหลอมเม็ดพลาสติกขึ้นใหม่ สามารถใช้ผลิตสินค้าได้หลายชนิด เช่น ถุงดำ

3.ผลิตภัณฑ์ RDF5 แท่งเชื้อเพลิงที่ผ่านกระบวนการอัดแท่ง สามารถใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ ที่ต้องการค่าความ ร้อนสูง ทดแทนการใช้ถ่านหิน โดยมีค่ากำมะถันต่ำ


บริษัทฯ มีความมุ่งมั่นในการดาเนินธุรกิจบนพื้นฐานความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยการพัฒนา ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมจากการแปรรูปขยะ และนำทรัพยากรกลับมาใช้ใหม่ได้อย่างรู้คุณค่าและยั่งยืน ซึ่งใน โครงการฯ นี้ ทางบริษัทฯ รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสร่วมงานกับบริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จากัด และหวังว่าจะมี โอกาสในการทำโครงการดีๆ ร่วมกัน เพื่อสังคมไทยของเราในโอกาสต่อไป

บริษัท กรีนเอิร์ธ อินโนเวชั่น จํากัด เลขที่ 567/80 ซอยอ่อนนุช 67 ถนนอ่อนนุช แขวง/เขตประเวศ กรุงเทพมหานคร 10250

เปิดรับสมัครแล้วจ้า โครงการส่งเสริมทำความเข้าใจด้านสิ่งแวดล้อมในงานชลประทานกับเยาวชนรอบอ่างเก็บน้ำ (เยาวชนรักษ์น้ำ 2563 )ภายใต้ การดูแลส่วนสิ่งแวดล้อม สำนักบริหารโครงการ กรมชลประทาน

posted Jul 12, 2020, 11:49 PM by siam coverage   [ updated Jul 12, 2020, 11:50 PM ]


โครงการส่งเสริมทำความเข้าใจด้านสิ่งแวดล้อมในงานชลประทานกับเยาวชนรอบอ่างเก็บน้ำ (เยาวชนรักษ์น้ำ 2563 )ภายใต้ การดูแลส่วนสิ่งแวดล้อม สำนักบริหารโครงการ กรมชลประทาน ซึ่งเป็นโครงการที่ส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจ ด้วยกระบวนการเรียนรู้ ตลอดจนพัฒนาทักษะทั้งเชิงวิทยาศาสตร์ และเชิงสังคม เพื่อให้เยาวชนและครูมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง ในการดูแลแหล่งน้ำและสิ่งแวดล้อมในชุมชน

ตามหลักการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development) ควบคู่กับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่น โดยใช้กระบวนการสิ่งแวดล้อมศึกษา ผ่านกิจกรรมค่ายฝึกอบรมและการประกวดโครงการ “การจัดการและพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่นเพื่อรองรับการพัฒนาแหล่งน้ำของกรมชลประทาน อย่างมีส่วนร่วม”

สมัครได้ตั้งแต่วันนี้ - 23 กรกฎาคม 2563

ติดต่อสอบถาม
E-mail : raknum2020@gmail.com
คุณอัณณ์ญาดา ชินเลิศธนนนท์ (ประสานงานโครงการ)
โทร. 061 409 9616

1-10 of 526