Siamcoverage TH


เชิญร่วมพิธีโบราณรูปแบบล้านนา ด้วยมหาเวทย์มนตราพลังพุทธคุณ

posted Oct 25, 2020, 7:06 AM by siam coverage   [ updated Oct 25, 2020, 7:07 AM ]


เชิญร่วมพิธีโบราณรูปแบบล้านนา ด้วยมหาเวทย์มนตราพลังพุทธคุณ พิธี นว-วรคุณ หนุนดวง การสืบดวงชะตา ด้วยเทียนนพเคราะห์ ทั้ง๙ ปรับเปลี่ยนชีวิตจากร้ายกลายเป็นดี ปรับฐานดวง หลีกเคราะห์ เสริมโชคลาภ ล้างสิ่งอัปมงคล โดย อาจารย์มังกร พันเศียร อาจารย์โอ๊ก แอดไทม์ ผู้เข้าร่วมพิธีจะได้รับเทียนมหามงคลจาก อาจารย์ไพโรจน์ รื่นวิชา ในวันอาทิตย์ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๓ เวลา ๒๐:๐๐ น. ณ แลนด์มาร์คมหายันต์รวย(ดอนเมือง) โทร ๐๘-๐๖๑๙-๓๖๘๙

“กอระ” สบช่องแทรนด์ออร์แกนิคไลฟ์สไตล์มาแรง ดันส่งออกข้าวหอมมะลิอินทรีย์ไทยเจาะตลาดทั่วโลก

posted Oct 15, 2020, 11:01 AM by siam coverage   [ updated Oct 15, 2020, 11:03 AM ]


“กอระ เอ็นเตอร์ไพร์ซฯ” เตรียมผงาดผ่าวิกฤติเศรษฐกิจ ปี 63 พุ่งเป้าดันข้าวหอมมะลิอินทรีย์ 100% เจาะตลาดกลุ่มประเทศอาหรับ พร้อมจับมือเกษตรกรพื้นที่ทุ่งกุลาฯ ขยายเครือข่าย “คลัสเตอร์นาข้าวหอมมะลิ Organic แท้ 100%” ตั้งเป้าภายใน 5 ปีเพิ่มพื้นที่ปลูก 2 แสนไร่รองรับการเติบโตสินค้าเกษตรอินทรีย์ในตลาดโลก พร้อมเดินหน้ายกระดับราคาข้าวและคุณภาพชีวิตของชาวนาไทยสู่ความยั่งยืน ส่วนกรณีถูกโยงเปิดระดมทุนให้ประชาชนลงทุนซื้อขายข้าวกอระโดยการันตีเงินปันผลที่เกินกฎหมายกำหนด ยันดำเนินธุรกิจโปร่งใส เป็นธรรม พร้อมเร่งทยอยโอนเงินโบนัสสมาชิกแล้วกว่า 45%


นางสาวกรชวัล สมภักดี ประธานกรรมการบริหารบริษัท กอระ เอ็นเตอร์ไพร์ซ จำกัด(มหาชน) ในฐานะผู้พัฒนาผลิตภัณฑ์และจำหน่ายผลิตภัณฑ์นวัตกรรมการเกษตร กล่าวว่า ปัจจุบันพฤติกรรมผู้บริโภคหันมาตระหนักและใส่ใจกับสุขภาพการกินมากขึ้น โดยเฉพาะเทรนด์การเลือกบริโภคสิ่งที่มีประโยชน์ ปราศจากสารเคมี และสารพิษตกค้าง หรือออร์แกนิคไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่ที่กระแสกำลังมาแรงทั้งในและต่างประเทศ ส่งผลให้ธุรกิจสินค้าออร์แกนิคทั่วโลกมีแนวโน้มเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยปัจจุบันมูลค่าตลาดเกษตรอินทรีย์ทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้นถึง 104,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯหรือราว 3.55 ล้านล้านบาท โดยอัตราการขยายตัวประมาณปีละ 20% ในขณะออร์แกนิคของไทยมีมูลค่าประมาณ 3,000 ล้านบาท แบ่งเป็นตลาดภายในประเทศ 900 ล้านบาทและตลาดต่างประเทศ 2,100 ล้านบาทคิดเป็นร้อยละ 0.06 ของมูลค่าตลาดโลกซึ่งถือว่ายังต่ำมาก ในขณะที่อัตราการเติบโตในประเทศประมาณ 10% ต่อปีทำให้ประเทศไทยมีโอกาสขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศอีกมาก


บริษัท กอระ เอ็นเตอร์ไพร์ซฯ เป็นบริษัทตั้งอยู่ในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ซึ่งแหล่งผลิตข้าวหอมมะลิออร์แกนิคที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ เล็งเห็นถึงลู่ทางการเติบโตของอุตสาหกรรมสินค้าเกษตรออร์แกนิค จึงได้ร่วมกับเกษตรกรในพื้นที่ในการสร้างเครือข่ายสู่ความเป็น “คลัสเตอร์แปลงนาข้าวหอมมะลิ Organic 100%ภาคอีสาน” เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับข้าวหอมมะลิไทยและรองรับงานวิจัยเพื่อพัฒนาแปรรูปและต่อยอดผลิตภัณฑ์ที่ทำจากข้าวไทยออกสู่ตลาดโลกตอบโจทย์เทรนด์การดูแลสุขภาพของผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน ในพื้นที่กว่า 50,000 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ 5 จังหวัดในภาคอีสาน ได้แก่ ร้อยเอ็ด สุรินทร์ มหาสารคาม ศรีสะเกษ และยโสธร โดยในจำนวนดังกล่าวเป็นแปลงนาของกอระ เอ็นเตอร์ไพร์ซฯ จำนวน 500 ไร่


“เพื่อรองรับแทรนด์การบริโภค/อุปโภคสินค้าเกษตรออร์แกนิคในตลาดและต่างประเทศ ที่มีอัตราการเติบโตสูงขึ้นเรื่อยๆ บริษัทฯ มีเป้าหมายที่จะขยายคลัสเตอร์แปลงนาข้าวหอมมะลิออร์แกนิคเพิ่มมากขึ้นในปี 2563 อีกจำนวน 100,000 ไร่และจะขยายเพิ่มขึ้นเรื่อยโดยวางเป้าภายใน 5 ปี จะมีคลัสเตอร์แปลงนาประมาณ180,000- 200,000 ไร่ทั่วประเทศ เพื่อรองรับกำลังผลิตข้าวเพื่อส่งออกตลาดโลกให้ได้ 100,000 ตัน โดยวางเป้าหมายส่งออกในกลุ่มประเทศอาหรับเป็นหลัก ก่อนจะขยายตลาดครอบคลุมไปในประเทศต่างๆ ที่นิยมบริโภคข้าวหอมมะลิไทย ซึ่งแนวทางดังกล่าวบริษัทฯเชื่อมั่นว่าจะสามารถพัฒนาและยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยและยกระดับเสถียรภาพราคาข้าวหอมมะลิให้สูงขึ้นอย่างยั่งยืน ซึ่งขณะนี้ทราบว่าหลายพื้นที่ราคาข้าวชนิดทั่วไปตกต่ำอย่างมาก หากเราสามารถผลักดันการส่งออกให้มากขึ้นจะช่วยดันราคาข้าวให้สูงขึ้นและได้ช่วยยกกระดับชีวิตขาวนาไทยให้ดีขึ้นตามมา ส่วนราคาข้าวหอมมะลิออร์แกนิกในไทยอยู่ที่ 250 บาทต่อกิโลกรัม และตลาดต่างประเทศอยู่ที่ราคา 500-1,000 บาทต่อกิโลกรัม ปัจจุบันบริษัทที่รับซื้อข้าวที่ให้ราคาดีที่สุดด้วย คือให้ราคาอยู่ที่ 16,000-20,000 บาทต่อตัน” นางสาวกรชวัล กล่าว


นางสาวกรชวัล กล่าวต่อว่า ปัจจุบันข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ อ.เกษตรวิสัย จ.ร้อยเอ็ด เป็น 1 ใน 5 แหล่งเพาะปลูกข้าวหอมมะลิที่ดีที่สุดของไทย โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญาร่วมกับกรมการข้าวได้ขอขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ (Khao Hom Mali Thung Kula Rong Hai) กับสหภาพยุโรป (EU) เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2551 และสหภาพยุโรปได้รับขึ้นทะเบียนข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้แล้ว โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 4 มีนาคม 2556 สำหรับแผนการตลาด ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ข้าวกอระมีช่องทางการจัดจำหน่าย ในท็อปส์ มาร์เก็ต, เดอะมอลล์, เซเว่น อีเลฟเว่น, ไปรษณีย์ไทย และซูเปอร์มาร์เกตชั้นนำหลายแห่ง ส่วนตลาดต่างประเทศมีแผนในการที่จะเข้าไปบุกเบิกตลาดผ่านบริษัทคู่ค้าไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลก โดยมีตลาดกลุ่มสำคัญ ได้แก่ ตลาดกลุ่มประเทศอาหรับ จีน นอกจากนี้เพื่อเป็นการเพิ่มมูลค่าให้ข้าวไทย ในปี 2563 บริษัท กอระยังเตรียมวิจัยและพัฒนาข้าวทุกสายพันธุ์ในประเทศ นำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์หลากหลายมุ่งเจาะกลุ่มตลาด พรีเมียมในต่างประเทศอีกด้วย จากปัจจุบันบริษัทกอระฯ มีผลิตภัณฑ์แปรรูปจากข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาหลากหลายในตลาด อาทิ ข้าวหอมมะลิอบกรอบหลากรส Kora Cereal กอระซีเรียล ไม่มีส่วนผสมของแป้งเพราะทำจากจมูกข้าว ปลายข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ และผลิตภัณฑ์ข้าวอินทรีย์แปรรูป ข้าวหอมมะลิ ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ขนมอบกรอบ และชาใบข้าวหอมมะลิ ปลอดสาร 100% เป็นต้น โดยผลการดำเนินงานของบริษัท กอระ เอ็นเตอร์ไพร์ซ ในปี 2563 คาดว่าจะสร้างรายได้มากกว่า 250 ล้านบาท เติบโตจากปี 2562 กว่า 500 % ส่วนกรณีองค์การต่อต้านแชร์ลูกโซ่เข้าร้องทุกข์กล่าวโทษให้ตรวจสอบ บริษัท กอระฯ และบริษัท ไอริชอินเตอร์เนชั่นแนล 2018 จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือในข้อหาได้มีการระดมทุนให้ประชาชนร่วมลงทุนซื้อขายข้าวกอระโดยการันตีได้รับเงินปันผลเกินกฎหมายกำหนดนั้น นางสาวกรชวัล ยืนยันเสียงหนักแน่นว่า บริษัทฯไม่เคยมีการเชิญชวนบุคคลมาสมัครสมาชิก หรือมาร่วมลงทุนหรือระดมทุนหรือดำเนินธุรกิจใดๆในลักษณะดังกล่าว บริษัท กอระฯ เป็นเพียงบริษัทผู้ผลิตสินค้าเกษตร นวัตกรรม เกษตรแปรรูป ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ 100% ออร์แกนิค,ข้าวไรซ์เบอร์รี่ 100% ออร์แกนิค,ข้าวเหนียวเขาวงและกระเช้าของฝากจากชาวนาไทยฯลฯ เท่านั้น 
 

ส่วนบริษัท ไอริชฯ เป็นบริษัทดำเนินธุรกิจเครือข่าย MLM หรือดำเนินธุรกิจรูปแบบเครือข่ายผู้บริโภค มีแผนการจ่ายเงินโบนัสเป็นค่าตอบแทนระบบธรรมดา ขอย้ำว่าบริษัทฯ ไม่เคยออกเอกสารชี้ชวนให้บุคคลใดมาลงทุนหรือออกประกาศใดๆ ที่ให้ผลตอบแทนในลักษณะคงที่ มีเพียงการจ่ายค่าโบนัสตามผลประกอบการตามแผนธุรกิจ MLM ตามใต้กรอกบของกฎหมายและข้อระเบียบที่ได้ยื่นต่อ สคบ. แต่ที่เกิดปัญหาเป็นเพราะมีบุคคลอื่นมาอ้างอิงแผนและทำให้สมาชิกเกิดความเข้าใจผิดคิดว่าเป็นโยบายของบริษัท
อย่างไรก็ตาม พร้อมยอมรับว่าในการดำเนินธุรกิจเครือข่าย MLM ของไอริชฯ ที่ผ่านมานั้น เกิดข้อผิดพลาดอยู่ 1 เรื่อง ที่ส่งผลกระทบต่อสมาชิก จากการใช้ระบบแต้มคะแนนสะสมแทนระบบกระแสเงินสดในการจ่ายโบนัสตอบแทนสมาชิก ซึ่งบริษัทฯพร้อมน้อมรับข้อผิดพลาดดังกล่าวและอยู่ระหว่างเร่งแก้ไขข้อบกพร่องดังกล่าวในทันที  โดยล่าสุดได้ทำหนังสือไปยังสมาชิกอิสระเพื่อขอยอมรับสภาพหนี้เพื่อเป็นการันตีต่อสมาชิกพร้อมทั้งได้ทำการยกเลิกใบสั่งซื้อเพื่อทยอยคืนเงินให้กับสมาชิก อีกทั้งยังได้ออกประกาศยกเลิกบิลสั่งซื้อให้แก่สมาชิกแต่ละรายแล้ว ซึ่งที่ผ่านมาได้มีหลายหน่วยงานภาครัฐได้เข้ามาตรวจสอบความโปร่งใสในการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่องแต่ไม่พบความผิดปกติแต่อย่างใด ปัจจุบันบริษัทยังคงดำเนินธุรกิจปกติพร้อมให้สมาชิกและทุกหน่วยงานเข้าตรวจสอบได้ตลอดเวลา  "ปัจจุบันเรามีสมาชิกประมาณ 50,000 คน ขอยืนยันได้ว่าสมาชิกกว่า 48,000 รายยังมีความเชื่อมั่นและเคียงข้างบริษัทฯ เนื่องจากสมาชิกส่วนใหญ่ยังมีความเชื่อมั่นในจุดยืนและนโยบายของบริษัทฯในการเดินหน้าสร้างความมั่นคงและอาชีพแก่สมาชิกอย่างเป็นรูปธรรม และขอย้ำว่าบริษัทฯพร้อมแสดงความรับผิดชอบต่อความผิดพลาดทั้งหมดที่เกิดขึ้น พร้อมน้อมรับและนำไปแก้ไขปรับปรุงและให้ความเป็นธรรมกับสมาชิกทุกราย โดยขณะนี้ได้ทยอยโอนเงินชำระค่าโบนัสแก่สมาชิกอิสระแล้วกว่า 45%” นางสาวกรชวัล กล่าว

ปิโตรเลียม-พลังงาน-ชาวเหมืองได้เฮ คปก.ผ่อนคลายค่าเช่าที่ดินเขตปฏิรูป

posted Oct 12, 2020, 6:31 AM by siam coverage   [ updated Oct 12, 2020, 6:34 AM ]


คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินฯเห็นผลกระทบจากโควิด-19 ยอมปรับปรุงค่าใช้ที่ดินเพื่อธุรกิจพลังงาน ปิโตรเลียมและเหมืองแร่ หลังประกาศใช้อัตรามหาโหดแบบเหมาจ่ายครั้งเดียวในยุคคสช. สมาคมสินแร่ฯขอบคุณทุกฝ่ายพร้อมเดินหน้าผลักดันวาระต่อเนื่อง


ดร.วิจักษ์ พงษ์เภตรา นายกสมาคมสินแร่และวัสดุก่อสร้าง เปิดเผยว่า ตามที่คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(คปก.) ได้ออกระเบียบว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการใช้และค่าตอบแทนการใช้ประโยชน์ที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน พ.ศ.2561 เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2561 สมัยที่นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และประธานคปก. ซึ่งอยู่ในยุคคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)นั้น นับเป็นการสร้างภาระแก่ผู้ประกอบการอย่างยิ่ง เพราะเป็นการเรียกเก็บเงินค่าตอบแทนล่วงหน้าครั้งเดียวตามอายุสัญญา มีผลให้ผู้ประกอบการต้องแบกต้นทุนก้อนใหญ่บางรายต้องชำระสูงหลายสิบล้านบาท

นายกสมาคมสินแร่ฯกล่าวว่า จากการร้องเรียนของสมาชิกประกอบกับสถานการณ์เศรษฐกิจนับแต่ปี 2562 จนถึงปัจจุบัน ที่ประเทศไทยต้องเผชิญกับการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงและมีแนวโน้มยาวนาน 



สมาคมฯจึงได้เสนอเรื่องต่อสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(ส.ป.ก.) ให้พิจารณาผ่อนคลายระเบียบดังกล่าวตามนโยบายที่รัฐบาลพยายามช่วยเหลือเยียวยาผู้ประกอบการทุกภาคส่วนอย่างเป็นธรรม ซึ่งในที่สุด ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคปก.ได้พิจารณาออกประกาศปรับปรุงระเบียบดังกล่าวแล้วเมื่อวันที่ 11 กันยายน พ.ศ.2563 ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2563


สาระสำคัญของการแก้ไขปรับปรุงคือ การใช้ที่ดินเพื่อกิจการปิโตรเลียมให้เรียกเก็บค่าตอบแทนจากการสำรวจหรือขุดเจาะเพื่อสำรวจปิโตรเลียมในอัตราร้อยละ 3 ของมูลค่าทรัพย์สินต่อปี ส่วนการผลิตให้เรียกเก็บ 2 ส่วน คือค่าตอบแทนการใช้ประโยน์ที่ดิน 3% ของมูลค่าทรัพย์สินต่อปี และค่าตอบแทนการเสื่อมสภาพจากการใช้ประโยชน์ที่ดินเป็นรายปีให้เก็บ 5% ของมูลค่าปิโตรเลียมก่อนหักค่าใช้จ่าย


ด้านเหมืองแร่ ให้เรียกเก็บจากการสำรวจแร่ 3% ของมูลค่าทรัพย์สินต่อปี การทำเหมืองหรือการทำเหมืองใต้ดินให้เรียกเก็บ 2 ส่วน ส่วนที่ 1 ค่าตอบแทนการใช้ประโยชน์ที่ดิน 2% ของมูลค่าทรัพย์สินคูณด้วยจำนวนปีที่ใช้ประโยชน์ ส่วนที่ 2 ค่าตอบแทนการเสื่อมสภาพจากการใช้ประโยชน์ที่ดินเป็นรายปีให้เรียกเก็บโดยเทียบเคียงจากอัตราค่าภาคหลวงซึ่งกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ประกาศใช้ และการดำเนินการอันเกี่ยวเนื่องกับการสำรวจแร่ การทำเหมือง หรือการทำเหมืองใต้ดินให้เรียกเก็บเท่ากับอัตรา 3% ของมูลค่าทรัพย์สินต่อปี ผู้ประกอบการที่ใช้ที่ดินในลักษณะรอนสิทธิ์ ที่มีผลให้เกษตรกรไม่สามารถใช้ประโยชน์ที่ดินนั้นเพื่อประกอบเกษตรกรรมได้ ให้เรียกเก็บเท่ากับอัตราค่าตอบแทนการใช้ที่ดินที่ปรากฏตามบัญชีที่แนบท้าย โดยเริ่มต้นปี 2560-2563 กำหนดอัตราค่าตอบแทน 40,000 บาท/ไร่/ปี จากนั้นจะปรับเพิ่มทุก 3 ปีละ 4,000 บาท/ไร่/ปี จนถึงปี 2589 อัตรา 84,000 บาท/ไร่/ปี และตั้งแต่ปี 2590 ให้ปรับเพิ่มอีก 9% ของอัตราค่าตอบแทนสุดท้ายทุกรอบ 3 ปี


"สมาคมฯต้องขอบคุณกระทรวงเกษตรฯ นับแต่ท่านเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการฯ ท่านร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยฯ และดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการส.ป.ก. ที่เข้าใจและเห็นใจความยากลำบากของผู้ประกอบการในยุคนี้จึงได้ผ่อนคลายระเบียบการใช้ที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินให้ดังกล่าว นอกจากนี้ทางสมาคมฯยังต้องฝากให้ทุกท่านที่กล่าวถึงได้พิจารณาในข้อเสนอเรื่องการคลายล็อคการอนุญาตใช้ที่ดินในเขตปฏิรูปเพื่อการทำเหมืองซึ่งติดค้างมาตั้งแต่ปี 2560 ด้วย ” ดร.วิจักษ์กล่าวในตอนท้าย

“คุณหญิงกัลยา” มอบโฆษกและคณะกรรมการ “โครงการ บริหารจัดการน้ำโดยชุมชนฯ” ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้า วทษ.อุบล หลังร่วมมือ AGS องค์กรน้ำใต้ดินอเมริกา

posted Oct 12, 2020, 6:05 AM by siam coverage   [ updated Oct 12, 2020, 9:22 AM ]



“ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มอบโฆษกและคณะกรรมการ “โครงการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชนฯ” ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้า วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีอุบลราชธานี หลังร่วมมือสถาบันองค์กรน้ำใต้ดินอเมริกา (American Groundwater Solution : AGS) เชื่อมโยงนำองค์ความรู้สากลมาปรับใช้กับการบริหารจัดการน้ำ เพื่อแก้ปัญหาภัยแล้ง


นางดรุณวรรณ ชาญพิพัฒนชัย รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ และโฆษกรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช) ร่วมกับคณะกรรมการกองทุนการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชน ตามแนวพระราชดำริ ที่มีคุณหญิงกัลยาเป็นประธานฯ ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าการขับเคลื่อน “โครงการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชน ตามแนวพระราชดำริ” ที่วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีอุบลราชธานี หนึ่งในวิทยาลัยนำร่อง ที่นำโดยนายไตรรงค์ คลังบุญครอง ผู้อำนวยการวิทยาลัย



พร้อมกันนี้คณะกรรมการโครงการ ผู้แทนของวิทยาลัย และจิตอาสาที่จะเข้ามาช่วยดำเนินการ ได้มีการประชุมแบบ Teleconference เพื่อหารือกับผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศตัวแทนของสถาบันองค์กรน้ำใต้ดินอเมริกา (American Groundwater Solution : AGS) ในการกำหนดตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ก่อนการขุดเจาะพื้นที่ในวิทยาลัยเพื่อความแม่นยำ โดยการประสานกับผู้เชี่ยวชาญของไทย ดร.ปริเวท วรรณโกวิท หัวหน้าศูนย์วิศวกรรมสารสนเทศภูมิศาสตร์และนวัตกรรม (KGEO) สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ก่อนไปเยี่ยมชมโมเดลการเก็บน้ำไว้ใต้ดินของ อบต.ยางขี้นก อ.เขื่อนใน จ.อุบลราชธานี ที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีในการบริหารจัดการน้ำ

ที่มาของโครงการดังกล่าวเกิดจากดำริของ ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ที่มีความตั้งใจอย่างแน่วแน่ที่จะช่วยเหลือประเทศชาติในการแก้ปัญหาเรื่อง “น้ำ” และเห็นว่าปีนี้ถือเป็นปีที่ประสบภัยแล้งมากที่สุดในรอบ 40 ปี สถานการณ์ภัยแล้งมีความรุนแรงมาก









ส่งผลกระทบต่อทั้งการเกษตรและความเป็นอยู่ของประชาชนในวงกว้าง หากไม่เร่งแก้ปัญหาเรื่องการจัดการน้ำของชุมชนอย่างเป็นระบบ ก็จะส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนที่ประสบปัญหามาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะในเขตพื้นที่ภาคอีสานซึ่งมีที่ดินนอกเขตชลประทานถึง 80% ที่ต้องได้รับการบริหารจัดการให้สามารถกักเก็บน้ำฝนที่อยู่นอกเขตชลประทานได้ ปัจจุบันในพื้นที่อีสานสามารถกักน้ำฝนไว้ใช้ได้เพียง 3.5% จากปริมาณน้ำฝนโดยรวมซึ่งถือว่าน้อยมาก จึงต้องเร่งแก้ไขและดำเนินการให้ทันก่อนฝนจะหมดในปีนี้





หลักคิดในการทำโครงการคือชุมชนต้องมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของ โดยรัฐทำหน้าที่สนับสนุนให้องค์ความรู้ และกระทรวงศึกษาภายใต้การกำกับดูแลของคุณหญิงกัลยา จะใช้กลไกของวิทยาลัยเกษตรทั้ง 47 แห่ง และโรงเรียนการศึกษาพิเศษอีก 176 แห่งทั่วประเทศเป็นศูนย์เรียนรู้ที่สำคัญ และจะมีการหลักสูตรสร้างชลกร คือผู้เชี่ยวชาญเรื่องน้ำ เพื่อช่วยสอนชาวบ้านให้มีความรู้เรื่องการจัดการน้ำในชุมชน ให้สามารถดำเนินการต่อเองได้


นางดรุณวรรณ ชาญพิพัฒนชัย รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ เเละโฆษกรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้สัมภาษณ์ความคืบหน้าการขับเคลื่อน "โครงการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชน ตามเเนวพระราชดำริ" ที่วิทยาลัยเกษตรเเละเทคโนโลยีอุบลราชธานี


นางดรุณวรรณ ชาญพิพัฒนชัย กล่าวว่า ขอแสดงความชื่นชมทีมผู้เชี่ยวชาญจาก AGS และ มจธ. รวมถึงจิตอาสาอีกหลายท่านที่มาร่วมกันขับเคลื่อนโครงการโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย พร้อมใจกันกันถวายเป็นพระราชกุศล และนับเป็นความสำเร็จไปอีกขั้นในการเชื่อมโยงนำองค์ความรู้ที่เป็นสากลมาปรับใช้กับการบริหารจัดการน้ำ เพื่อแก้ปัญหาภัยแล้ง และน้ำหลาก ให้กับคนในพื้นที่ ตามนโยบายของคุณหญิงกัลยา

บึงกาฬจัดเต็ม “งานวันยางพาราบึงกาฬ 2563” มหกรรมยางพารายิ่งใหญ่ที่สุดในภาคอีสาน

posted Oct 10, 2020, 12:42 PM by siam coverage   [ updated Oct 10, 2020, 12:45 PM ]


จังหวัดบึงกาฬ และองค์การบริหารส่วนจังหวัดบึงกาฬ เดินหน้าจัดงาน “วันยางพาราบึงกาฬ 2563” สวนกระแสยาง ราคาตก 
นำนวัตกรรม ความรู้ เร่งเผยแพร่สู่เกษตรกร เพื่อเพิ่มมูลค่ายางพาราให้แก่ชาวสวนยาง ตอกย้ำความเป็น "บึงกาฬโมเดล" 
ชูศักยภาพของการเป็นศูนย์กลางยางพาราระดับประเทศ พร้อมเตรียมยกระดับไปสู่ความเป็นสากลเชื่อมโยงการค้ากับกลุ่มประเทศ CLMV คือ กัมพูชา ลาว พม่า และ เวียดนาม โดยรัฐบาลได้อนุมัติโครงการก่อสร้าง "สะพานมิตรภาพข้ามแม่น้ำโขง ไทย-ลาว แห่งที่ 5" (บึงกาฬ -ปากซัน) จังหวัดบึงกาฬจึงเป็น "ทิศทางแห่งอนาคต" ที่ได้รับการจับจ้องทั้งในฐานะเขตเศรษฐกิจใหม่ของอุตสาหกรรมยางพาราและการท่องเที่ยว


จังหวัดบึงกาฬ องค์การบริหารส่วนจังหวัดบึงกาฬ และองค์กรหน่วยงานราชการ - เอกชน พร้อมใจกันเตรียมจัด “งานวันยางพาราบึงกาฬ 2563” ปีนี้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 8 ระหว่างวันที่ 12 –18 ธันวาคม2562 ณ สนามหน้าที่ว่าการอำเภอเมือง จังหวัดบึงกาฬ ยืนยัน "คำว่าทิศทางแห่งอนาคต" ของจังหวัดบึงกาฬให้เป็นที่ประจักษ์ชัด และสร้างการรับรู้ให้สาธารณชนในวงกว้าง ภายใต้แนวคิด “บึงกาฬโมเดล 2020” โดย “บึงกาฬโมเดล” จะเป็นต้นแบบความสำเร็จในการแก้ไขปัญหายางพาราแล้วยังเป็นต้นแบบที่จะนำไปสู่การพัฒนาเมือง เศรษฐกิจ การท่องเที่ยว วัฒนธรรม และพร้อมที่จะก้าวสู่ “สมาร์ทซิตี้” หรือเมืองที่มีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างเป็นระบบ เช่น สาธารณูปโภค ถนนหนทาง การก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ 5 การก่อสร้างสนามบิน ฯลฯ โดยมีการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม การประยุกต์ใช้เทคโนโลยี และประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีในยุค 4.0


​ก่อนถึงวันงานได้จัดให้มีการแถลงข่าวการจัดงานขึ้นในวันที่ 26 พฤศจิกายน ณ ห้องประชุมอาคารข่าวสด โดยได้รับเกียรติจาก นายพินิจ จารุสมบัติ อดีตรองนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายธวัชชัย ศรีทอง รองผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ นายนิพนธ์ คนขยัน นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดบึงกาฬ นางมาลินี ยุวนานนท์ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมและจัดการสินค้าเกษตร ผู้แทนกรมส่งเสริมการเกษตร นายไอศูรย์ แสนคำ ผู้อำนวยการการยางแห่งประเทศไทย เขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน นายกมลดิษฐ สมุทรโคจร รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท คาราบาวกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) นายวิทยา ชาญณรงค์ ผู้จัดการกลุ่มพัฒนาความยั่งยืนขององค์กร บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) Mr.Chen Husheng Chief Representative of Thailand Representative Office Rubber Valley Group Co.,Ltd. (China), National Engineering Research Center for Rubber and Tire ศาสตราจารย์ ดร.ปฏิพัทธ์ ทวนทอง ผู้อำนวยการสำนักวิจัยวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ดร.บัญชา ธนบุญสมบัติ ผู้อำนวยการฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยี ศูนย์เทคโนโลยีโลหะเเละวัสดุเเห่งชาติ MTEC นายจารึก ศรีอรุณ นายทรงพล วิธานพัฒนา เชฟจากมหาวิทยาลัยสวนดุสิต นายอิทธิวัฐก์ สุริยมาตย์ นายจีรพงษ์ ศรนคร สมาคมการ์ตูนไทย รวมทั้งผู้แทนองค์กรหน่วยงานที่ให้การสนับสนุนการจัดงานและสื่อมวลชนหลายแขนงเข้าร่วมงานคับคั่ง 
 

​งานวันยางพาราบึงกาฬ 2563 ได้ยกระดับการจัดงานให้ยิ่งใหญ่ขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์การจัดงาน คือ 1. ส่งเสริม จ.บึงกาฬ ให้เป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมยางพาราและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ของภูมิภาค และประเทศไทย 2. ผลักดันให้เกิดการค้าขายและการลงทุนของอุตสาหกรรมยางพารา และอุตสาหกรรม ต่อเนื่องเพื่อให้เศรษฐกิจของบึงกาฬเติบโต 3. ประชาสัมพันธ์นโยบายประกันรายได้ ยางพารา ข้าว และพืชเศรษฐกิจอื่นๆ ของรัฐบาล เพื่อยกระดับรายได้ของเกษตรกร 4. ประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยว จ.บึงกาฬ เพื่อเสริมสร้างอาชีพ เพิ่มช่องทางการตลาด ให้ชาวบึงกาฬทุกกลุ่ม 5. เสริมสร้างกระบวนการเรียนรู้ของเยาวชน และคนในพื้นที่ผ่านกิจกรรมที่หลากหลาย ทั้งการอบรม การให้ความรู้ตลอดจนการแข่งขันด้านต่างๆ เพื่อเป็นการตอกย้ำว่าจังหวัดบึงกาฬเป็นเมืองศูนย์กลางยางพาราของประเทศที่มีความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและพร้อมก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางยางพาราระดับอาเซียนและระดับโลกต่อไปตลอดระยะเวลาการจัดงานที่ผ่านมา การก้าวเข้าสู่ครั้งที่ 8 มีการจัดงานที่ยิ่งใหญ่ขึ้น ซึ่งปีนี้ มีการจัดแบ่งโซนนิทรรศการและกิจกรรมออกเป็น 10 โซน คือ


โซน 1 สวนไฟเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และนิทรรศการขบวนเรือพระราชพิธี “พระเสด็จโดยแดนชล” นิทรรศการองค์ความรู้เกี่ยวกับการเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร โดยขบวนพยุหยาตราทาง ชลมารค เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการเพื่อประโยชน์สุขแก่ประเทศชาติและประชาชนชาวไทย ตลอดจนเพื่อเผยแพร่ อนุรักษ์ สืบทอดและต่อยอดมรดกทางศิลปวัฒนธรรมของไทยให้คงอยู่

โซน 2 บึงกาฬโมเดล 2020 นำเสนอ 7 ปีกับความก้าวหน้า “เมืองศูนย์กลางยางพารา” แบบอย่างความสำเร็จในการแก้ปัญหา และพัฒนา “ยางพารา” อย่างเป็นระบบ ยุทธศาสตร์การพัฒนาเมืองในอนาคต การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างเป็นระบบ เช่น ถนนหนทาง การก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ 5 การก่อสร้างสนามบิน ฯลฯ โดยมีการบริหารจัดการ สิ่งแวดล้อม บ้านเมืองสะอาด ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี ส่วนองค์การบริหารส่วนจังหวดับึงกาฬ นำเสนอ ยุทธศาสตร์และผลงานของ อบจ.ที่พร้อมผลักดันให้ชุมชนเข้มแข็ง ผ่านยุทธศาสตร์ ศูนย์การเรียนรู้ตาม ศาสตร์พระราชา “หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง”


นอกจากนี้ยังนำเสนอข้อมูลยางพาราน่ารู้ การอัปเดตความรู้สู่เกษตรกรชาวสวนยาง เช่น การลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และการแปรรูป ในสวนยาง พืชแซม พืชร่วม และปศุสัตว์ในสวนยาง พร้อมรายละเอียดล่าสุดของนโยบายการประกันรายได้ ยางพาราและพืชเศรษฐกิจของรัฐบาล การเข้าร่วมโครงการ และการจ่ายเงินประกันรายได้ให้แก่เกษตรกร รวมถึง

อ.ส.ค. เปิดแผนรุกแคมเปญ CSR-การตลาด สานต่อโครงการ"แบ่งฝัน ปันรักกับนมไทย-เดนมาร์ค”ปีที่ 5

posted Oct 10, 2020, 12:37 PM by siam coverage   [ updated Oct 10, 2020, 12:38 PM ]


องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) ผู้ผลิต ผลิตภัณฑ์นมตราไทย-เดนมาร์คหรือนมวัวแดง เป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรวงการเกษตรและสหกรณ์ มีบทบาทในการส่งเสริมการเลี้ยงโคนมและพัฒนาอุตสาหกรรมนมในประเทศไทย และทำหน้าที่วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์นมเพื่อรองรับน้ำนมดิบของเกษตรกร ซึ่งนอกเหนือจากบทบาทดังกล่าวแล้ว อ.ส.ค. ยังมีนโยบายสำคัญด้านการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม (CSR) และกิจกรรมเสริมสร้างสังคมเพื่อก่อให้เกิดการพัฒนาสู่ความยั่งยืน โดยดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องภายใต้กิจกรรมที่หลากกลาย โดยหนึ่งในกิจกรรม CSRที่สำคัญคือการจัดทำ”โครงการแบ่งฝัน ปันรักกับนมไทย-เดนมาร์ค” ซึ่งปีนี้ได้จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 
 

นายสุชาติ จริยาเลิศศักดิ์ รองผู้อำนวยการ ทำการแทนผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย(อ.ส.ค.) กล่าวว่า ปัจจุบันอ.ส.ค.ได้ให้ความสำคัญในรณรงค์ส่งเสริมให้เด็กไทยหันมาบริโภคนมโคสดแท้100%ไม่ผสมนมผงอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เด็กไทยได้รับสารอาหารที่เพียงพอและได้ดื่มนมที่มีคุณภาพ นำไปสู่พัฒนาการที่แข็งแรงสมวัยช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานโรคประกอบกับ อ.ส.ค. มีนโยบายให้ความสำคัญในการต่อยอด เพื้อก้าวไปสู่การเป็นองค์การด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมที่มีการพัฒนาองค์กรที่ยั่งยืนและมีการตอบแทนต่อสังคมอย่างต่อเนื่องด้วยการวางแนวทางการดำเนินงานด้าน CSR (Corporate Social Responsibility) ให้มีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น ควบคู่กับการดำเนินธุรกิจมาอย่างต่อเนื่อง จึงได้จัดทำโครงการ "แบ่งฝันปันรักกับนมไทย-เดนมาร์ค ” ขึ้นครั้งแรก เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2560 ที่สถาบันสุขภาพเด็กเเห่งชาติมหาราชินี กรุงเทพหรือโรงพยาบาลเด็กเป็นแห่งแรก ภายใต้แคมเปญการรณรงค์เด็กไทยดื่มนมโคสดแท้100% ไม่ผสมนมผง เพื่อรณรงค์ให้ความรู้เกี่ยวกับคุณค่าทางโภชนาการของนมโคสดแท้และต้องการมอบสุขภาพที่ดีให้กับเยาวชนไทย จากนั้นก็จัดต่อเนื่องเรื่อยมาจนปีนี้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 5 ส่วนปี 2563 นี้ได้นำคณะสื่อมวลชนร่วมทำกิจกรรมดังกล่าว ณ โรงเรียนผ่านศึกสงเคราะห์ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา โดยทำกิจกรรมปลูกต้นไม้รักษ์โลกร่วมกับนักเรียนพร้อมมอบผลิตภัณฑ์นมไทย-เดนมาร์คให้กับโรงเรียนเพื่อเสริมสร้างสุขภาพที่ดีให้กับนักเรียน


โครงการ “แบ่งฝันปันรักกับนมไทย-เดนมาร์ค” นับเป็นกิจกรรมที่สำคัญของ อ.ส.ค. ที่ต้องการต่อยอดกลยุทธ์ทางด้านการตลาดควบคู่กับการเป็นองค์กรนำที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมและ สิ่งแวดล้อมขององค์กร ซึ่งนอกจากมอบผลิตภัณฑ์นมไทย-เดนมาร์คแก่โรงเรียนแล้วยังร่วมมือกับนักเรียนในการปลูกต้นไม้บริเวณโรงเรียนอีกด้วย เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีของสังคม และยังเป็นการแสดงเจตนารมณ์ในการดำเนินธุรกิจบนพื้นฐานของธรรมาภิบาล มีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมทั้งภายในและภายนอกองค์กรและมุ่งพัฒนาธุรกิจให้เติบโตควบคู่ไปกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่ง อ.ส.ค. เป็นองค์กรรัฐวิสาหกิจภายใต้สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่มีบทบาทหลักในการส่งเสริมการเลี้ยงโคนมและพัฒนาอุตสาหกรรมนมไทย ที่ให้ความสำคัญและยึดมั่นในการดำเนินกิจกรรมดังกล่าวอย่างเข้มแข็งและจะดำเนินการอย่างต่อเนื่องต่อไป” นายสุชาติ กล่าว


นายสุชาติ กล่าวย้ำอีกถึงประโยชน์ของการดื่มนมโคสดแท้ 100% ไม่ผสมนมผงด้วยว่า กรรมวิธีการผลิตผลิตภัณฑ์ของนมไทย-เดนมาร์ค เป็นผลิตภัณฑ์ที่ยังคงคุณค่าทางโภชนาการไม่มีการเติมแต่ง สารสังเคราะห์ใดๆ ยกเว้นการเติมสารอาหารหรือแต่งกลิ่นและสี โดยผ่านกระบวนการความร้อนตามมาตรฐานเพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค โดยในน้ำนมมีสารอาหารครบ 5 หมู่จึงช่วยในการเจริญเติบโตของร่างกายทำให้มีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานโรคแก่ทุกเพศทุกวัย
โดยปัจจุบันคนไทยยังดื่มนมน้อยมากต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานสากล ซึ่งตามสัดส่วนแล้ว เด็ก (อายุ 1-12 ปี) ควรดื่มนม 3 แก้วต่อวัน แต่ถ้าเป็นวัยหนุ่มสาว (13-25 ปี) ควรดื่มนมวันละ 3-4 แก้ว ส่วนผู้ใหญ่ที่มีอายุ 25 ปีขึ้นไปควรดื่มนมไม่น้อยกว่าวัยละ 2 แก้ว หรือโดยเฉลี่ยแล้วทุกคนควรดื่มนมไม่น้อยกว่าวันละ 2 แก้ว ปัจจุบัน อ.ส.ค. เป็นผู้ผลิตนมไทย-เดนมาร์คที่ผลิตจากนมโคสดแท้ 100%ไม่ผสมนมผง โดยใช้น้ำนมโคสดจากฟาร์มเกษตรไทยในประเทศทั้งหมด มาผลิตด้วยระบบมาตรฐานที่ผ่านการรับรองในระดับสากลและถือเป็นเจ้าแรกที่ไม่ใช้นมผงทั้งนี้ การดื่มนมโคสดแท้ 100% นอกจากได้สารอาหารครบถ้วนที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพและร่างกายแล้ว ยังเป็นการช่วยเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมและสานต่อโคนมอาชีพพระราชทานในประเทศให้มีอาชีพที่มั่นคงยั่งยืนอีกทางหนึ่งด้วย โดย อ.ส.ค. จะทำการรณรงค์โดยผ่านกิจกรรมCSR อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เด็กและเยาวชนไทยมีร่างกายแข็งแรงสมส่วนตามมาตรฐานสากลต่อไป

mamakiss แปลงร่างเป็นกลุ่มฮีโร่ขบวนการ 5 สี กับซิงเกิ้ลล่าสุด “NO.6”

posted Oct 10, 2020, 12:32 PM by siam coverage   [ updated Oct 10, 2020, 12:33 PM ]


ถ้าพูดถึงศิลปินกลุ่มแนวดนตรี City Pop คงจะหนีไปเป็นใครไม่ได้เลย นอกจาก 6 หนุ่มอารมณ์ดี mamakiss ศิลปินจากค่าย Labo ที่ประกอบด้วย เฟียต - เจนนุวิชญ์ จิตต์นุพงศ์ (ร้องนำ), อิคคิว - เผ่าทอง สายเชื้อ (กีต้าร์ – ร้อง), ปั้น - พูลเพชร หัตถกิจโกศล (กีต้าร์), ท็อบ - ธีรัช ทิสะเส (เบส),ไบร์ท -ปริญ มณีวัต (ซินธิไซเซอร์), วิน - วิธวินท์ อมรรัตนศักดิ์ (กลอง) 
 

6 หนุ่ม mamakiss ส่งซิงเกิ้ลล่าสุด NO.6 ความพิเศษของเพลงนี้ ได้บิว Lemon Soup มาเขียนเนื้อเพลง และยังได้ปอนด์ Sandpond เป็นมือแซ็กโซโฟนจาก Monotone Music Production ซึ่งเพลงนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากเหล่าฮีโร่ขบวนการ 5 สี 
 

“ตอนในวัยเด็กพวกเราชอบดูการ์ตูนขบวนการ 5 สีกันมากๆ ซึ่งเป็นการต่อสู้ในหลากหลายรูปแบบมารวมพลังกันเพื่อต่อสู้กับเหล่าร้ายที่หวังจะครองโลก โดยเหล่าร้ายมักจะแสดงออกมาในรูปของปิศาจ หรืออสูรกายที่มาจากที่ต่าง ๆ ทั้งในโลกหรือต่างมิติ สิ่งที่ชอบมากในความเท่ที่ทำให้เราตื่นตาตื่นใจในเพลงเปิดตัวของพวกเขา เป็นอะไรที่โคตรเป็นจุดเด่น อิมแพคมากๆ ทั้งบริบทของเพลง ท่าโพสเท่ๆ ของตัวละคร เลยอยากทำเพลงแบบนั้นบ้าง มันคงทำให้เราย้อนคิดถึงวัยเด็กที่เคยสนุกกับเวลาแบบนั้นได้ไม่น้อย จากนั้นได้เริ่มเข้าไปคุยคอนเซ็ปต์เพลงนี้กับ พี่บิว Lemon Soup และได้ตกผลึกคอนเซ็ปต์ที่น่าสนใจมากๆ นั่นคือ No.6 มันเป็นการพูดถึงขบวนการ 5 สีบ้าไร ดันมีกัน 6 คนล่ะเนี่ย! เราไปได้ไอเดียมาจากเรื่องคุโรมาตี้ ที่เค้ามีซีนฮาอยู่อันหนึ่งที่เขาแซวแก๊งในเรื่องว่า “เป็นจตุราชาแท้ๆ แต่ดันทะลึ่งมีกันอยู่ 5 คน” เราอ่านแล้วแบบ อะไรล่ะวะเนี่ยๆๆ!! ส่วนในเพลง No.6 ของเรา จะเล่าในมุมตลกๆไปเลย ก็คือไอ้ตัว No.6 หรือไอ้สมาชิกคนที่6เนี่ย มันจะเป็นตัวที่แบบเก่งมากๆ เก่งจัดๆ แต่แบบชอบอู้อะ ให้อีก 5 คนลุยไปก่อนเลย ถ้าไม่ไหวแล้วใกล้แพ้ใกล้ตายค่อยมาตามข้า พวกเอ็งสู้กันไปก่อนเลย


” หวังว่าเพลงนี้จะทำให้ใครหลายๆ คน ได้หวนคิดถึงวันเก่าๆในวัยเด็กที่เคยสนุกและมีความสุขไปกับขบวนการ 5 สี ที่เคยทำให้เราตื่นเต้นกับความรู้สึกนั้นกันได้อีกครั้ง สามารถติดตามฟังเพลง “No.6” ของ mamakiss ได้แล้วที่ Facebook.com/LaboLabel, Facebook.com/mamakiss,Instagram : @Labo_Label, Instagram : @mamakissband, Youtube/LABo

13ปี การเปิดบริการท่องเที่ยงเชิงเกษตร อ.ส.ค. เตรียมปรับโฉมเส้นทางท่องเที่ยวฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์ค

posted Oct 10, 2020, 12:27 PM by siam coverage   [ updated Oct 10, 2020, 12:28 PM ]


เพื่อเปิดมิติใหม่การท่องเที่ยวฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์ค อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรีให้เกิดความทันสมัยและน่าสนใจยิ่งขึ้น อ.ส.ค. ได้ทำการสำรวจและศึกษาเส้นทางท่องเที่ยว(Tourism route) ฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์คใหม่ใน3 เส้นทางหลัก ประกอบด้วย เส้นทางการนำชมฟาร์มโคนมไทย – เดนมาร์ค 2.เส้นทางศูนย์การเรียนรู้ฟาร์มโคนมไทย – เดนมาร์ค และ3. เส้นทางศึกษาธรรมชาติ “เขาตาแป้น”


นายสุชาติ จริยาเลิศศักดิ์ รองผู้อำนวยการทำการแทนผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) กล่าวว่า กว่า 13 ปีที่ อ.ส.ค. ได้เปิดบริการท่องเที่ยงเชิงเกษตรในฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์คและได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวในการเข้าเยี่ยมชมเป็นจำนวนมาก ดังนั้นเพื่อให้เกิดมิติการท่องเที่ยวเชิงเกษตรในรูปแบบใหม่ๆ จึงมีแผนเตรียมปรับโฉมเส้นทางท่องเที่ยวใหม่โดยเน้นเพิ่มกิจกรรมที่เป็นไฮไลท์ ปรับภูมิทัศน์ สร้างอาคาร สร้างฟาร์มจำลองสร้างรูปแบบฟาร์มโคนมที่อยู่บริเวณใกล้เคียงกับอาคาร 1962 เพื่อให้นักท่องเที่ยวสามารถชมการเลี้ยงโคนมประจำวันได้ การถ่ายรูปกับโคนม การจัดทำวงจรการเลี้ยงโคนมประจำวัน



รวมทั้งตกแต่งทัศนียภาพให้มีความสวยงามมากยิ่งขึ้น เพื่อดึงดูดและสร้างความประทับใจให้นักท่องเที่ยวที่เข้ามาเยือนฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์ค ที่เป็นฟาร์มโคนมแห่งแรกของประเทศไทยและถือเป็นฟาร์มโคนมพระราชทาน ซึ่งเกิดจากสายพระเนตรที่กว้างไกลของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ทรงห่วงใยราษฎร อยากให้มีอาชีพที่มั่นคง ยั่งยืน และมีอาหารที่มีประโยชน์อย่างน้ำนมโคไว้บริโภค ซึ่งนับเป็นเรื่องใหม่ในยุคนั้น จึงทรงมีพระราชดำรินำอาชีพการเลี้ยงโคนมเข้ามาในเมืองไทยเป็นครั้งแรก ณ ฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์คแห่งนี้ และต้องการขยายกลุ่มนักท่องเที่ยวให้กว้างขวางมากยิ่งขึ้น 


นายสุชาติ กล่าวถึงไฮไลท์สำคัญของ 3 เส้นทางที่ได้สำรวจ ศึกษาใหม่ด้วยว่า สำหรับเส้นทางที่ 1 คือ เส้นทางชมฟาร์มโคนมไทย – เดนมาร์ค เริ่มต้นด้วยการนำชมศูนย์เรียนรู้ฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์ค ต้นประดู่แดง/ทุ่งดอกไม้ (แปลง 13) อาคาร 1962 (ห้องฉายวีดีทัศน์,รีดนม,ป้อนนมลูกโค,โชว์บ่วงบาศก์) ฟาร์มจำลอง (อาคาร 45 ปี) แปลงเกษตรพอเพียง (การแสดงม้าและโชว์คาวบอย) ท่าน้ำใจ (กังหันน้ำชัยพัฒนา)และ ร้านไทย - เดนมาร์ค (ร้านค้าจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของ อ.ส.ค. และของฝากต่าง ๆ) และร้าน Thai-Denmark Milk Land ส่วนเส้นทางที่ 2 คือเส้นทางศูนย์เรียนรู้ฟาร์มโคนมไทย – เดนมาร์ค เริ่มต้นด้วยการนำเยี่ยมชมอาคาร อาคารวัวแดง เป็นอาคาร แม่ลูก เพื่อไว้จัดแสดง และขายสินค้าของ อ.ส.ค. มีการจำลองการเลี้ยงโคนม และ การจำลองฟาร์มเลี้ยงโคนม การรีดนม และผลิตภัณฑ์ของ อ.ส.ค. เป็นต้น โดยแบ่งเป็นอาคารแม่ จะมีการจัดแสดงแนวพระราชดำริ การพัฒนา เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม อีกทั้งยังมีการจัดแสดงกระบวนการผลิตตั้งแต่ ต้นน้ำ กลางน้ำ ไปจนถึงปลายน้ำ มีการจัดแสดงผลการพัฒนาของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมที่ได้รับรางวัลพระราชทาน รวมไปถึงมีพื้นที่การขายสินค้าและของฝาก ส่วนอาคารลูก จะมีการจัดแสดงและสาธิตการเลี้ยงโคนม (ฟาร์มจำลอง) การรีดนมด้วยเทคโนโลยีชั้นสูง โดยภายในศูนย์การเรียนรู้ฟาร์มโคนมไทย – เดนมาร์ค จะประกอบไปด้วย 10 ฐาน หรือ กิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับอาชีพการเลี้ยงโคนม ณ ศูนย์เรียนรู้ฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์ค



ส่วนเส้นทางที่3 คือเส้นทางการศึกษาธรรมชาติเขาตาแป้น : สู่โคนมอาชีพพระราชทาน ประกอบไปด้วย อาคารรับรอง ห้องฉายวีดีทัศน์ รับชมการนำเสนอประวัติความเป็นมาของ ฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์ค และ อ.ส.ค. ตลอดจนกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ทรงเป็นพระบิดาแห่งการโคนมไทย และเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม อีกทั้งยังมีการศึกษาฟอสซิล การศึกษาชั้นหิน การศึกษาพันธ์ไม้ และดอกไม้ การบรรยายให้ความรู้ด้านภูมิทัศน์ ภูเขา และธรรมชาติ การดูนก พืชสมุรไพรป่า อีกทั้งกิจกรรมนักสืบสายน้ำจากตาน้ำผุด กิจกรรมศึกษาการจัดการฟาร์มโคนม ซึ่งโดยพิเศษที่อาจเพิ่มเติมขึ้นมา รวมทั้ง ยังได้ศึกษารูปแบบเส้นทางสำหรับรถยนต์ การเดิน และการขี่จักรยาน รวมทั้งในอนาคตยังมีแผนจัดภูมิทัศน์ของ อ.ส.ค. มีพื้นที่ที่สามารถสร้างเป็นแหล่งออกกำลังในรูปแบบต่าง ๆ อาทิ การเดิน การวิ่งออกกำลัง การขี่จักรยาน ซึ่งสามารถพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงกีฬาเป็นลำดับต่อไปทั้งหมดเพื่อรองรับการเติบโตของการท่องเที่ยวเชิงเกษตรและต้องการเปิดโอกาสให้คนไทยได้เข้าเรียนรู้และซึมซับความเป็นมาของโคนมอาชีพพระราชทานและมาเที่ยวชมฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์ค

อ.ส.ค. เปิดตัวโยเกิร์ตพร้อมดื่มตราไทย-เดนมาร์ค “Chew-D” เอาใจสายเฮลตี้ ชอบดื่มนม แต่ก็อยากควบคุมน้ำหนัก

posted Oct 10, 2020, 12:20 PM by siam coverage   [ updated Oct 10, 2020, 12:21 PM ]




ปัจจุบันผู้บริโภคกำลังตื่นตัวกับกระแสการรักสุขภาพมากขึ้น จากการสำรวจเทรนด์อาหารและเครื่องดื่มพบว่า ผู้บริโภคยุคใหม่ต้องการสินค้าที่ดีต่อสุขภาพและผลิตจากธรรมชาติมากขึ้น โดยจะมีการปฏิวัติวิถีการบริโภคเพื่อสุขภาวะที่ดี ทำให้ในอนาคตผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มที่จะออกมาใหม่นั้น จะมุ่งไปยังการนำส่วนผสมจากพืชพรรณธรรมชาติมากยิ่งขึ้น จากกระแสความเปลี่ยนแปลงของตลาดดังกล่าว องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย(อ.ส.ค.) จึงได้วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ออกสู่ตลาดอย่างสม่ำเสมอ เพื่อตอบโจทย์ตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อเพิ่มสัดส่วนตลาดธุรกิจตลาดนมพร้อมดื่มดั้งเดิมกับตลาดโมเดิร์นเทรดเป็น 50:50 ภายในปี 2564 ดังนั้นในปี 2563นี้ อ.ส.ค. จึงได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ 2 ชนิดผ่านช่องทางออนไลน์ Shopee และ LAZADA เมื่อวันที่ 17 ก.ค.63 ที่ผ่านมา คือโยเกิร์ตพร้อมดื่มปราศจากไขมัน ยูเอชที กลิ่นเสาวรส ผสมบุก (ตราไทย-เดนมาร์ค ชิวดี) “Chew-D”




นายสุชาติ จริยาเลิศศักดิ์ รองผู้อำนวยการ ทำการแทนผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย(อ.ส.ค.) กล่าวว่า สำหรับโยเกิร์ตพร้อมดื่มปราศจากไขมัน ยูเอชที กลิ่นเสาวรส ผสมบุก (ตราไทย-เดนมาร์ค ชิวดี) “Chew-D” มีขนาด 200 มิลลิลิตร ราคา 16.00 บาท/กล่อง มีฐานการผลิตที่โรงงานผลิตภัณฑ์นมมวกเหล็ก สำนักงาน อ.ส.ค. ภาคกลาง อ.มวกเหล็ก จ.สาะบุรี โดยอ.ส.ค.ได้จัดวางอยู่ในหมวด อาหารว่างเพื่อสุขภาพ (Healthy Snacks) ที่สามารถดื่มแทนมื้ออาหาร เพื่อควบคุมน้ำหนักได้ เนื่องจากวัตถุดิบผลิตจากน้ำนมโคสดแท้ 100% ไม่ผสมนมผง ปราศจากไขมัน (มีไขมันทั้งหมด 0%) ใช้ชูกาเวีย เป็นสารให้ความหวานแทนน้ำตาล ให้พลังงานแค่ 60 kcal ขนาดบรรจุ 200ml. มีชิ้นบุกให้เคี้ยวเพลินๆ ให้พลังงานน้อยแต่อร่อยและอยู่ท้องแคลอรี่ต่ำ เหมาะกับผู้ควบคุมน้ำหนัก เนื้อสัมผัสพิเศษจาก Chewy Beads ผลิตจากชิ้นบุก อยู่ท้องทำให้มีประโยชน์มากกว่าโยเกิร์ตสูตรปกติ




สำหรับแผนการตลาดในการเจาะกลุ่มเป้าหมายนั้น นายสุชาติ กล่าวว่า ได้วางตำแหน่งทางการตลาด เป็นทางเลือกสำหรับผู้บริโภคที่ดูแล รักษารูปร่าง มองหาประโยชน์จากโยเกิร์ตพร้อมดื่มเพื่อสุขภาพ ชอบการดื่มนม แต่ก็อยากควบคุมน้ำหนัก โดยให้พลังงานทั้งหมด เพียง 60 กิโลแคลอรี่เท่านั้น ซึ่งถือว่าน้อยมาก ที่สำคัญคือเป็นแบรนด์เดียวในประเทศไทยที่ผลิตจากนมโคสดแท้ 100% ไม่ผสมนมผง สำหรับกลุ่มเป้าหมายหลักทางการตลาดของเราคือ กลุ่มวัยรุ่นเริ่มทำงาน หญิงและชาย ที่ต้องการดูแลตัวเอง รักษารูปร่าง และได้โปรตีนจากจากนมโคสดแท้ 100% ไม่ผสมนมผง ดื่มนมเปรี้ยวแล้วไม่รู้สึกว่าทำให้อ้วนต้องเป็นสูตรที่มีไขมันต่ำ หรือไขมัน 0% หวานน้อย ให้แคลเซียมสูง สรรหาเครื่องดื่มสุขภาพสามารถดื่มทดแทนมื้ออาหารตอนเย็น เพราะควบคุมน้ำหนัก ส่วนกลุ่มเป้าหมายรอง คือกลุ่มลูกค้าใหม่ทุกเพศทุกวัยที่มาจากแบรนด์อื่นๆ รวมทั้งลูกค้าที่มาจากนมทางเลือกอื่นๆ เช่น นมเปรี้ยว ไขมันเต็ม นมถั่วเหลือง นมธัญพืช นมแพะ เป็นต้น

คัมพานา ชวนเพิ่มมิติทุกพื้นผิวของมุมโปรด ใกล้ชิดธรรมชาติ ด้วยกระเบื้องลายไม้ สัมผัสเสมือนจริง

posted Oct 10, 2020, 12:01 PM by siam coverage   [ updated Oct 10, 2020, 12:03 PM ]


คัมพานา (CAMPANA) แบรนด์กระเบื้องเซรามิคชั้นนำ ภายใต้ บริษัทเอสซีจี เซรามิกส์ จำกัด (มหาชน) เอาใจไลฟ์สไตล์แนวใหม่ ในยุค New Normal ที่ต้องใช้พื้นที่ทำงานที่บ้านเป็นส่วนใหญ่ การปรับพื้นที่ใช้สอยสำหรับการทำงานที่บ้าน ให้เป็นพื้นที่ ที่ช่วยเติมแต่งความสุข และคุณภาพชีวิตด้วยกระเบื้องคัมพานา นอร์เวย์ ซีรีส์ ขนาด 40 x 40 cm. ที่โชว์พื้นผิวด้วยลายไม้ธรรมชาติที่ให้สัมผัสเสมือนจริง ด้วยนวัตกรรมพื้นผิวแบบด้าน แต่เรียบลื่นไม่สะดุดผิวหรือที่เรียกว่า ผิว Matt กึ่ง Satin ช่วยเปิดมิติทุกพื้นผิวให้ใกล้ชิดธรรมชาติเพิ่มมากขึ้น และเหมาะกับพื้นที่ใช้งานทั้งภายนอกและภายใน เช่น ห้องทำงาน, ห้องนั่งเล่น, ห้องครัว และ ระเบียงหน้าบ้าน พร้อมด้วย Two Twist Effect ที่เป็นการผสมผสานพื้นผิวที่แตกต่าง สร้างมิติของผิวสัมผัสรูปแบบใหม่ที่น่าสนใจมากยิ่งขึ้น

1-10 of 566